ผลการวิเคราะห์ข้องมูล
บทนี้กล่าวถึงการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ซึ่งในการส่งแบบสอบถามให้แก่ผู้ตอบแบบสอบถามได้กระทำโดยตรงโดยการดำเนินการภาคสนามจำนวน
112 ชุด ได้รับกลับคืนจำนวน 112 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 และตรวจสอบแล้วได้ฉบับสมบูรณ์ จำนวน 112 ชุด
คิดเป็นร้อยละ 100 และขอนำเสนอข้อมูลตามลำดับดังนี้
1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
แทน ค่าเฉลี่ย
จากตารางที่ 8 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1 มีเหตุผลในการทำวิจัยสถาบัน เพื่อแกปัญหาต่างๆในสถานศึกษา จำนวน 96 คน
คิดเป็นร้อยละ 85.71 รองลงมาได้แก่เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ จำนวน 81 คน
คิดเป็นร้อยละ 72.32และเพื่อปรับปรุง การเรียนการสอน จำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ
66.07 ส่วนเหตุผลในการนำไปใช้เพื่อเกียรติยศและชื่อเสียง น้อยที่สุด จำนวน 7 คน
คิดเป็นร้อยละ 6.25 รองลงมาได้แก่ เพื่อใช้ประกอบ การพิจารณาความดีความชอบ จำนวน 17
คิดเป็นร้อยละ 15.18
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
การนำเสนอผลการศึกษาครั้งนี้
ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ดังนี้
N แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
X แทน ความถี่
S แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
t แทน ค่าวิกฤติของ t (t-test)
F แทน ค่าสถิติทดสอบเอฟ (F-test)
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละตอน
ใช้ตารางประกอบคำบรรยาย มีรายละเอียดดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1
ตอนที่ 2 ความสนใจในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ตอนที่ 3 ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ตอนที่
4 ความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาตรัง เขต
1
ตอนที่
5 การเปรียบเทียบระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา
ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
การอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ตอนที่
6 การเปรียบเทียบระดับความต้องการในการพัฒนาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา
ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ตอนที่ 7
รูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1
ตอนที่ 8 ประโยชน์ของการวิจัยสถาบัน
ตอนที่
1 ข้อมูลทั่วไปของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1
ผลการวิเคราะห์สถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
ปรากฏดังรายละเอียด ดังนี้
ตารางที่ 4 จำนวนและค่าร้อยละ
ข้อมูลทั่วไปของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ตัวแปร
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
วุฒิการศึกษา 1. ปริญญาตรี
|
24
|
21.43
|
2. สูงกว่าปริญญาตรี
|
88
|
78.57
|
ประสบการณ์ในการบริหาร 1. น้อยกว่า 5 ปี
|
8
|
7.14
|
2. 5 – 10 ปี
|
41
|
36.61
|
3. มากกว่า 10 ป
|
63
|
56.25
|
ขนาดของสถานศึกษา 1. ขนาดเล็ก
|
39
|
34.82
|
2. ขนาดกลาง
|
48
|
42.86
|
3. ขนาดใหญ่
|
20
|
17.86
|
4. ขนาดใหญ่มาก
|
5
|
4.46
|
การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน1.ไม่เคย
|
30
|
26.79
|
2. เคย
|
82
|
73.21
|
การฝึกอบรมทำวิจัยสถาบัน 1.ไม่เคย
|
87
|
77.68
|
2. เคย
|
25
|
22.32
|
ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน1. ไมเคย
|
92
|
82.14
|
2. เคย
|
20
|
17.85
|
จากตารางที่ 4 พบว่า จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดจำนวน
112 คนเป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี
จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ
78.57 ผู้ตอบแบบสอบถามมีประสบการณ์ในการบริหาร น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 8 คน
คิดเป็นร้อยละ 7.14 5 - 10 ปี จำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 36.61 ส่วนอีก 63 คน หรือร้อยละ 56.25 มีประสบการณ์ในการบริหาร มากกว่า 10 ปี
ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก
จำนวน 39 สถานศึกษา คิดเป็นร้อยละ 34.82 เป็นสถานศึกษาขนาดกลาง จำนวน 48 สถานศึกษา คิดเป็นร้อยละ 42.86 เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ จำนวน
20 สถานศึกษา คิดเป็นร้อยละ 17.86 และเป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก จำนวน 5 สถานศึกษาคิดเป็นร้อยละ
4.46 เป็นผู้ที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ
73.21 เป็นผู้ไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรมทำวิจัยสถาบัน จำนวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 77.68
เคยเข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 25 คน ติดเป็นร้อยละ 22.32 นอกจากนั้นเป็น ผู้ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน จำนวน 92 คน
คิดเป็นร้อยละ 82.14 และเคยทำวิจัยสถาบัน จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 17.85
ตอนที่ 2 ความสนใจในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
1. ผลการวิเคราะห์ความสนใจของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1 ในการทำวิจัยสถาบัน
ตารางที่ 5
จำนวน และร้อยละ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ในการทำวิจัยสถาบัน (N=
112)
ความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
สนใจในการทำวิจัยสถาบัน
|
109
|
97.32
|
ไม่สนใจในการทำวิจัยสถาบัน
|
3
|
2.68
|
รวม
|
112
|
100.00
|
จากตารางที่
5 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานพื้นการศึกษาตรัง เขต 1 มีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน จำนวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ
97.32 และไม่สนใจในการทำวิจัยสถาบัน จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 2.68
2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความสนใจในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 เป็นรายด้าน ดังนี้
ตารางที่ 6 จำนวน และร้อยละของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1 สนใจทำวิจัยสถาบันเกี่ยวกับกลุ่มงาน
(N= 112)
กลุ่มงาน
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
1. กลุ่มบริหารงานวิชาการ
|
96
|
85.71
|
2. กลุ่มบริหารงานบุคคล
|
64
|
57.14
|
3. กลุ่มงานบริหารทั่วไป
|
64
|
57.14
|
4. กลุ่มบริหารงานงบประมาณ
|
35
|
31.25
|
จากตารางที่
6 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน
ในกลุ่มบริหารงานวิชาการสูงสุด จำนวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 85.70
กลุ่มบริหารงานบุคคล และ กลุ่มงานบริหารทั่วไป จำนวน 64 คน และ 64 คน
คิดเป็นร้อยละ 57.14 และ57.14 ตามลำดับ และทำวิจัยสถาบันในกลุ่มบริหารงานงบประมาณ
จำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ
31.25
ตารางที่ 7
จำนวน และร้อยละของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ด้านการนำไปใช้ประโยชน์ (N=
112)
การนำประโยชน์ไปใช้
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
1. เพื่อพัฒนาการบริหารสถานศึกษา
|
96
|
85.71
|
2. เพื่อแกปัญหาต่างๆในสถานศึกษา
|
92
|
82.14
|
3. เพื่อใช้ในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ
|
61
|
54.46
|
4. เพื่อเพิ่มความรูและประสบการณ์
|
63
|
56.25
|
จากตารางที่
7 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1สนใจที่จะนำผลการวิจัยสถาบันไปใช้
เพื่อการบริหารสถานศึกษาสูงสุด จำนวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 85.71 รองลงมาได้แก่
เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสถานศึกษา จำนวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 82.14 เพื่อเพิ่มความรู้และประสบการณ์
จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 56.25 และ เพื่อใช้ในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ จำนวน
61 คน คิดเป็นร้อยละ 54.46
ตารางที่ 8
จำนวน และร้อยละของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 เกี่ยวกับเหตุผลในการทำวิจัยสถาบัน
(N= 112)
เหตุผลในการทำวิจัยสถาบัน
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
|
เป็นภาระหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้องทำวิจัยสถาบัน
|
67
|
59.82
|
|
เพื่อแสวงหาความรูใหม่
ๆ
|
81
|
72.32
|
|
เพื่อใช้ในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ
|
59
|
52.68
|
|
เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความดีความชอบ
|
17
|
15.18
|
|
เพื่อแกปัญหาต่างๆในสถานศึกษา
|
96
|
85.71
|
|
เพื่อเป็นการพัฒนาวิชาชีพครู
|
60
|
53.57
|
|
เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน
|
74
|
66.07
|
|
เพื่อเกียรติยศและชื่อเสียง
|
7
|
6.25
|
|
ตารางที่ 9
จำนวน และร้อยละของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 เกี่ยวกับเหตุผลที่ไมสนใจทำวิจัยสถาบัน
(N= 112)
เหตุผลที่ไมสนใจทำวิจัยสถาบัน
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
ทำวิจัยสถาบันไมเป็น
|
1
|
0.01
|
มีการนำผลการวิจัยสถาบันไปใช้น้อย
|
2
|
0.02
|
ขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
|
1
|
0.01
|
จากตารางที่ 9 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1ที่ไม่สนใจทำวิจัยสถาบัน เพราะ มีการนำผลการวิจัยสถาบันไปใช้น้อย จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ
0.02 ทำวิจัยสถาบันไม่เป็นและ
ขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.01 ตามลำดับ
ตอนที่ 3 ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ผลการวิเคราะห์ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ปรากฏผล ดังนี้
ตารางที่ 10 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1 (N=112)
ปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
||
S
|
ระดับ
|
||
ด้านความรู้
|
3.84
|
0.70
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
3.34
|
0.93
|
ปานกลาง
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.44
|
0.88
|
ปานกลาง
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.17
|
0.82
|
ปานกลาง
|
ด้านเวลา
|
3.30
|
0.89
|
ปานกลาง
|
รวม
|
3.41
|
0.61
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่
10 พบว่าระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (
=
3.41, S = 0.61) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับปัญหาสูงที่สุด คือ
ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.84, S = 0.70) รองลงมาได้แก่
ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.44, S = 0.88) และ ปัญหาด้านการสนับสนุน
(
= 3.34, S = 0.93) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.84, S = 0.70) รองลงมาคือ
ปัญหาด้านเวลา (
= 3.30, S = 0.89)
ตารางที่ 11 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของ ผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปรวุฒิการศึกษา
ปัญหา
|
ปริญญาตรี N= 24
|
สูงกว่าปริญญาตรี
N= 88
|
||||
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
|||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
|||
ด้านความรู้
|
3.92
|
0.67
|
มาก
|
3.82
|
0.71
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
3.45
|
0.98
|
ปานกลาง
|
3.31
|
0.92
|
ปานกลาง
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.65
|
0.85
|
มาก
|
3.38
|
0.89
|
ปานกลาง
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.47
|
0.66
|
ปานกลาง
|
3.09
|
0.84
|
ปานกลาง
|
ด้านเวลา
|
3.35
|
0.82
|
ปานกลาง
|
3.29
|
0.92
|
ปานกลาง
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.55
|
0.52
|
มาก
|
3.38
|
0.63
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่ 11 พบว่า ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปรวุฒิการศึกษา ดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี
พบว่า ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับมาก (
= 3.55, S = 0.52) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับปัญหาสูงที่สุด
คือ ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.92, S = 0.67) รองลงมาได้แก่
ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.65, S = 0.85) และปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.47, S = 0.66) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านเวลา (
= 3.35, S = 0.82) รองลงมาคือ ปัญหาด้านการสนับสนุน
(
= 3.45, S = 0.98)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี
พบว่า ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (
=
3.38, S = 0.63) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าระดับปัญหาสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.82, S = 0.71) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.38, S = 0.89) และ ปัญหาด้านการสนับสนุน
(
= 3.31, S = 0.92) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.09, S = 0.84) รองลงมาคือปัญหาด้านเวลา
(
= 3.29, S = 0.92)
ตารางที่ 12
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของ ผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปรประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา
ปัญหา
|
น้อยกว่า 5
ปี
N= 8
|
5-10 ปี
N= 41
|
มากกว่า10
ปี
N= 63
|
||||||
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
|||||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
||||
ด้านความรู้
|
3.99
|
0.68
|
มาก
|
3.71
|
0.75
|
มาก
|
3.91
|
0.67
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
2.88
|
1.30
|
ปานกลาง
|
3.45
|
0.76
|
ปานกลาง
|
3.33
|
0.98
|
ปานกลาง
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.13
|
1.34
|
ปานกลาง
|
3.43
|
0.78
|
ปานกลาง
|
3.48
|
0.88
|
ปานกลาง
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.15
|
1.09
|
ปานกลาง
|
3.12
|
0.74
|
ปานกลาง
|
3.21
|
0.84
|
ปานกลาง
|
ด้านเวลา
|
3.03
|
1.35
|
ปานกลาง
|
3.15
|
0.89
|
ปานกลาง
|
3.44
|
0.82
|
ปานกลาง
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.26
|
0.95
|
ปานกลาง
|
3.36
|
0.56
|
ปานกลาง
|
3.47
|
0.59
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่ 12 พบว่า
ระดับปัญหาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 โดยรวมทุกตัวแปรอยู่ในระดับปานกลาง
(น้อยกว่า 5 ปี
=
3.26, S = 0.95; 5 – 10 ปี
= 3.36, S = 0.56 และ มากกว่า 10 ปี
= 3.47, S = 0.59) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ด้านการสนับสนุน ด้านแหล่งวิชาการ ด้านวัสดุอุปกรณ์และด้านเวลา มีระดับปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง
ทุกตัวแปร ส่วนด้านความรู้ ผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีปัญหาในระดับมากทั้ง 3 ตัวแปร (น้อยกว่า
5 ปี
= 3.99, S = 0.68; 5 – 10 ปี
= 3.71, S = 0.75
และ มากกว่า 10 ปี
= 3.91, S = 0.67)
ตารางที่ 13 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปร ขนาดของสถานศึกษา
ปัญหา
|
ขนาดเล็ก
N= 39
|
ขนาดกลาง
N= 48
|
ขนาดใหญ่
N= 20
|
ขนาดใหญ่มาก
N= 5
|
|||||||||
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
||||||||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
||||||
ด้านความรู้
|
3.85
|
0.84
|
มาก
|
3.88
|
0.60
|
มาก
|
3.77
|
0.69
|
มาก
|
3.63
|
0.58
|
มาก
|
|
ด้านการสนับสนุน
|
3.49
|
0.68
|
ปาน
กลาง
|
3.50
|
0.91
|
มาก
|
3.00
|
0.99
|
ปาน
กลาง
|
1.96
|
1.34
|
น้อย
|
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.48
|
0.75
|
ปาน
กลาง
|
3.65
|
0.88
|
มาก
|
3.15
|
0.82
|
ปาน
กลาง
|
2.24
|
1.06
|
น้อย
|
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.26
|
0.68
|
ปาน
กลาง
|
3.31
|
0.89
|
ปานกลาง
|
2.99
|
0.62
|
ปาน
กลาง
|
1.90
|
0.89
|
น้อย
|
|
ด้านเวลา
|
3.16
|
1.00
|
ปาน
กลาง
|
3.45
|
0.92
|
ปานกลาง
|
3.21
|
0.66
|
ปาน
กลาง
|
3.35
|
0.38
|
ปาน
กลาง
|
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.44
|
0.54
|
ปาน
กลาง
|
3.54
|
0.64
|
มาก
|
3.24
|
0.57
|
ปาน
กลาง
|
2.71
|
0.49
|
ปาน
กลาง
|
|
จากตารางที่ 13 พบว่า ระดับปัญหาของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1โดยรวมตัวแปรส่วนใหญ่
อยู่ในระดับปานกลาง (ขนาดเล็ก
=
3.44, S = 0.54 ขนาดใหญ่
= 3.24, S = 0.57 และ ขนาดใหญ่มาก
= 2.71, S = 0.49) ส่วนผู้บริหารสถานศึกษา
ที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลาง มีปัญหาระดับมาก (
= 3.54, S = 0.64)
เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก
มีปัญหาในการทำวิจัยสถาบันสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านความรู้ (
=
3.85, S = 0.84) รองลงมาได้แก่ปัญหาด้านการสนับสนุน
(
= 3.49, S = 0.68) และ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ
(
= 3.48, S = 0.75) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านเวลา (
= 3.16, S = 0.1.00) รองลงมาคือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์
(
= 3.26, S = 0.68)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลาง
มีปัญหาในการทำวิจัยสถาบันสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านความรู้
(
=
3.88, S = 0.60) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.65, S = 0.88) และ ปัญหาด้านการสนับสนุน (
= 3.50, S = 0.91) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.31, S = 0.89) รองลงมาคือ
ปัญหาด้านเวลา (
= 3.45, S = 0.92)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่
มีปัญหาในการทำวิจัยสถาบันสูงที่สุด
คือ ปัญหาด้านความรู้ (
=
3.77, S = 0.69) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านเวลา (
= 3.21, S = 0.66) และ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ
(
= 3.15, S = 0.82) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 2.99, S = 0.62) รองลงมาคือ ปัญหาการสนับสนุน
(
= 3.00, S = 0.99)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก
มีปัญหาในการทำวิจัยสถาบันสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.63, S = 0.58) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านเวลา
(
= 3.35, S = 0.38) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
=
1.90, S = 0.89) รองลงมาคือ ปัญหาด้านการสนับสนุน (
= 1.96, S = 1.34) และปัญหาด้านแหล่งวิชาการ
(
= 2.24, S = 1.06)
ตารางที่ 14 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง
เขต 1 จำแนกตามตัวแปร การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
ปัญหา
|
ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
N= 30
|
เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
N= 82
|
||||
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
|||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
|||
ด้านความรู้
|
3.96
|
0.70
|
มาก
|
3.80
|
0.70
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
3.36
|
1.26
|
ปานกลาง
|
3.33
|
0.79
|
ปานกลาง
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.49
|
1.07
|
ปานกลาง
|
3.42
|
0.81
|
ปานกลาง
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.30
|
1.06
|
ปานกลาง
|
3.13
|
0.71
|
ปานกลาง
|
ด้านเวลา
|
3.53
|
0.86
|
มาก
|
3.22
|
0.90
|
ปานกลาง
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.54
|
0.76
|
มาก
|
3.37
|
0.54
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่ 14 พบว่า ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปรการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
รายละเอียดดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน โดยรวม อยู่ในระดับมาก (
=
3.54, S = 0.76) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับปัญหาสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.96, S = 0.70) รองลงมาได้แก่
ปัญหาด้านเวลา (
= 3.53, S = 0.86) และ ปัญหาแหล่งวิชาการ (
= 3.49, S = 1.07) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.30, S = 0.82) รองลงมาคือ
ปัญหาด้านการสนับสนุน (
= 3.36, S = 1.26)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง (
=
3.37, S = 0.54) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับปัญหาสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.80, S = 0.70) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.42, S = 0.81) และ ปัญหาด้านการสนับสนุน (
= 3.33, S = 0.79) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.13, S = 0.71) รองลงมาคือ
ปัญหาด้านเวลา (
= 3.22, S = 0.90)
ตารางที่ 15
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปร การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
ปัญหา
|
ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
N= 87
|
เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
N= 25
|
||||
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
|||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
|||
ด้านความรู้
|
3.99
|
0.65
|
มาก
|
3.31
|
0.61
|
ปานกลาง
|
ด้านการสนับสนุน
|
3.38
|
0.98
|
ปานกลาง
|
3.20
|
0.74
|
ปานกลาง
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.46
|
0.92
|
ปานกลาง
|
3.37
|
0.74
|
ปานกลาง
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.24
|
0.84
|
ปานกลาง
|
2.93
|
0.73
|
ปานกลาง
|
ด้านเวลา
|
3.29
|
0.95
|
ปานกลาง
|
3.35
|
0.70
|
ปานกลาง
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.48
|
0.61
|
ปานกลาง
|
3.20
|
0.57
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่ 15 พบว่า ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปรการฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน มีรายละเอียดดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (
=
3.48, S = 0.61) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับปัญหาสูงที่สุดคือ
ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.99, S = 0.65) รองลงมาได้แก่
ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.46, S = 0.92) และ ปัญหาด้านการสนับสนุน
(
= 3.38, S = 0.98) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.24, S = 0.84) รองลงมาคือ ปัญหาด้านเวลา
(
= 3.29, S = 0.95)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
(
= 3.20, S = 0.57) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับปัญหาสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ
(
= 3.37, S = 0.74) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านเวลา
(
= 3.35, S = 0.70) และ ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.31, S = 0.61) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์
(
=
2.93, S = 0.73) รองลงมาคือ
ปัญหาด้านการสนับสนุน (
= 3.20, S = 0.74)
ตารางที่ 16
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปร ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ปัญหา
|
ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน
N= 82
|
เคยทำวิจัยสถาบัน
N= 20
|
||||
ระดับปัญหา
|
ระดับปัญหา
|
|||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
|||
ด้านความรู้
|
3.93
|
0.67
|
มาก
|
3.43
|
0.72
|
ปานกลาง
|
ด้านการสนับสนุน
|
3.34
|
0.96
|
ปานกลาง
|
3.34
|
0.79
|
ปานกลาง
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.39
|
0.93
|
ปานกลาง
|
3.65
|
0.62
|
มาก
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.24
|
0.83
|
ปานกลาง
|
2.87
|
0.73
|
ปานกลาง
|
ด้านเวลา
|
3.27
|
0.94
|
ปานกลาง
|
3.43
|
0.62
|
ปานกลาง
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.45
|
0.61
|
ปานกลาง
|
3.27
|
0.60
|
ปานกลาง
|
จากตารางที่ 16 พบว่า ระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปรประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
รายละเอียดดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน
โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (
=
3.45, S = 0.61) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับปัญหาสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านความรู้ (
= 3.93, S = 0.67) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.39, S = 0.93) และ ปัญหาด้านการสนับสนุน (
= 3.34, S = 0.96) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.24, S = 0.83) รองลงมาคือ
ปัญหาด้านเวลา (
= 3.27, S = 0.94)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบัน มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง (
= 3.27, S = 0.60) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับปัญหาสูงที่สุด คือ ปัญหาด้านแหล่งวิชาการ (
=
3.65, S = 0.62) รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านความรู้ และ ปัญหาด้านเวลา (
= 3.43, S = 0.72;
= 3.43, S = 0.62 ตามลำดับ) ส่วนระดับปัญหาน้อยที่สุด
คือ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 2.87, S = 0.73) รองลงมาคือ
ปัญหาด้านการสนับสนุน (
= 3.34, S = 0.79)
ตอนที่ 4 ความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาตรัง เขต 1
ผลการวิเคราะห์ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ปรากฏผล ดังนี้
ตารางที่ 17
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 (N= 112)
ประเด็นความต้องการ
ในการพัฒนา
|
ระดับความต้องการ
|
||
S
|
แปล
|
||
ด้านความรู้
|
4.13
|
0.67
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
3.98
|
0.74
|
มาก
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.17
|
0.66
|
มาก
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.75
|
0.90
|
มาก
|
ด้านเวลา
|
3.61
|
0.94
|
มาก
|
รวม
|
3.91
|
0.59
|
มาก
|
จากตาราง 17 พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
4.13, S = 0.61) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านแหล่งวิชาการ
(
= 4.17, S = 0.66) รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้
(
= 4.13, S = 0.67) และด้านการสนับสนุน (
= 3.98, S = 0.74) ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.61, S = 0.94) รองลงมาคือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
(
= 3.75, S = 0.90)
ตารางที่ 18
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปรวุฒิการศึกษา
ประเด็นความต้องการ
ในการพัฒนา
|
ปริญญาตรี N= 24
|
สูงกว่าปริญญาตรี
N= 88
|
||||
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
|||||
S
|
แปล
|
S
|
แปล
|
|||
ด้านความรู้
|
4.08
|
0.61
|
มาก
|
4.14
|
0.69
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
4.02
|
0.74
|
มาก
|
3.97
|
0.75
|
มาก
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.12
|
0.76
|
มาก
|
4.19
|
0.64
|
มาก
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.95
|
0.78
|
มาก
|
3.70
|
0.92
|
มาก
|
ด้านเวลา
|
3.73
|
1.02
|
มาก
|
3.58
|
0.92
|
มาก
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.98
|
0.56
|
มาก
|
3.91
|
0.60
|
มาก
|
จากตารางที่ 18 พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ตามตัวแปรวุฒิการศึกษา รายละเอียดดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีมีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก
(
=
3.98, S = 0.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ
ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.12,
S = 0.76) รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้ (
= 4.08, S = 0.61) และด้านการสนับสนุน
(
= 4.02, S = 0.74)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.73, S = 1.02) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.95, S
= 0.78)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีมีระดับความต้องการในการพัฒนา
การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
ตารางที่ 19
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปรประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา
ประเด็นความต้องการ
ในการพัฒนา
|
น้อยกว่า 5
ปี N=
8
|
5-10 ปี N= 41
|
มากกว่า 10
ปี N=
63
|
||||||
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
|||||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
||||
ด้านความรู้
|
4.46
|
0.66
|
มาก
|
4.01
|
0.65
|
มาก
|
4.16
|
0.67
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
4.23
|
0.70
|
มาก
|
3.86
|
0.74
|
มาก
|
4.03
|
0.75
|
มาก
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.48
|
0.58
|
มาก
|
4.06
|
0.70
|
มาก
|
4.21
|
0.64
|
มาก
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
4.08
|
1.11
|
มาก
|
3.67
|
0.75
|
มาก
|
3.76
|
0.96
|
มาก
|
ด้านเวลา
|
3.94
|
0.94
|
มาก
|
3.67
|
0.86
|
มาก
|
3.53
|
0.99
|
มาก
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
4.24
|
0.69
|
มาก
|
3.85
|
0.51
|
มาก
|
3.94
|
0.62
|
มาก
|
จากตารางที่ 19 พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ตามตัวแปรประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา มีรายละเอียดดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาน้อยกว่า
5 ปี มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
4.24, S = 0.69) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด
คือ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.48,
S = 0.56) รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้ (
= 4.46, S = 0.66) และด้านการสนับสนุน
(
= 4.23, S = 0.70)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.94, S = 0.94) รองลงมาคือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
(
= 4.08, S = 1.11)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา
5-10 ปี มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
3.85, S = 0.51) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด
คือ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.06,
S = 0.70) รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้ (
= 4.01, S = 0.65) และด้านการสนับสนุน
(
= 3.86, S = 0.74)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.67, S = 0.86) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.67, S = 0.75)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา
มากกว่า 10 ปี มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
3.94, S = 0.62) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.21,
S = 0.64)
รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้ (
= 4.16, S = 0.67) และด้านการสนับสนุน
(
= 4.03, S =
0.75) ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.53, S = 0.99)
รองลงมาคือด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.76, S = 0.96)
ตารางที่ 20
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปรขนาดของสถานศึกษา
ประเด็นความต้องการ
ในการพัฒนา
|
ขนาดเล็ก N= 39
|
ขนาดกลาง N= 48
|
ขนาดใหญ่ N= 20
|
ขนาดใหญ่มาก N= 5
|
|||||||||
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
||||||||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
||||||
ด้านความรู้
|
4.19
|
0.63
|
มาก
|
4.09
|
0.64
|
มาก
|
4.06
|
0.83
|
มาก
|
4.26
|
0.74
|
มาก
|
|
ด้านการสนับสนุน
|
4.15
|
0.77
|
มาก
|
3.96
|
0.66
|
มาก
|
3.72
|
0.84
|
มาก
|
3.88
|
0.74
|
มาก
|
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.33
|
0.68
|
มาก
|
4.17
|
0.61
|
มาก
|
3.90
|
0.74
|
มาก
|
4.08
|
0.54
|
มาก
|
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.98
|
0.84
|
มาก
|
3.83
|
0.68
|
มาก
|
3.43
|
0.92
|
ปานกลาง
|
2.40
|
1.67
|
ปานกลาง
|
|
ด้านเวลา
|
3.73
|
0.89
|
มาก
|
3.67
|
0.83
|
มาก
|
3.53
|
0.92
|
มาก
|
2.50
|
1.73
|
ปานกลาง
|
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
4.08
|
0.54
|
มาก
|
3.94
|
0.52
|
มาก
|
3.73
|
0.68
|
มาก
|
3.42
|
0.89
|
ปานกลาง
|
|
จากตารางที่ 20 พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ตามตัวแปรขนาดของสถานศึกษา รายละเอียด
ดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก
มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
4.08, S = 0.54) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ
ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.33,
S = 0.68) รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้ (
= 4.19, S = 0.63) และด้านการสนับสนุน
(
= 4.15, S = 0.77) ส่วนระดับความต้องการใน
การพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.73, S = 0.89) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.98, S = 0.84)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลาง
มีระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก
(
=
3.94, S = 0.52) เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.17, S = 0.61)
รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้ (
= 4.09, S = 0.61) และด้านการสนับสนุน
(
= 3.96, S = 0.66)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.67, S = 0.83) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.83, S = 0.68)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก
(
=
3.73, S = 0.68) เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ระดับความ-ต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านความรู้ (
= 4.06, S = 0.83)
รองลงมาได้แก่ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 3.90, S = 0.74) และด้านการสนับสนุน
(
= 3.72, S = 0.84)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.43, S = 0.92) รองลงมาคือ ด้านเวลา (
= 3.53, S = 0.92)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มากมีระดับความต้องการในการพัฒนา
การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (
=
3.42, S = 0.89) เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านความรู้ (
= 4.26, S = 0.74)
รองลงมาได้แก่ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.08, S = 0.67) และด้านการสนับสนุน
(
= 3.88, S = 0.74)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 2.40, S = 1.67) รองลงมาคือ ด้านเวลา (
= 2.50, S = 1.73)
ตารางที่ 21 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปรการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
ประเด็นความต้องการ
ในการพัฒนา
|
ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
N= 30
|
เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
N= 82
|
||||
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
|||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
|||
ด้านความรู้
|
4.19
|
0.79
|
มาก
|
4.11
|
0.63
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
4.10
|
0.76
|
มาก
|
3.94
|
0.74
|
มาก
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.41
|
0.66
|
มาก
|
4.08
|
0.65
|
มาก
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.92
|
1.18
|
มาก
|
3.69
|
0.77
|
มาก
|
ด้านเวลา
|
3.80
|
1.12
|
มาก
|
3.54
|
0.86
|
มาก
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
4.08
|
0.70
|
มาก
|
3.87
|
0.54
|
มาก
|
จากตารางที่ 21 พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ตามตัวแปรการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
มีรายละเอียด ดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
มีระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
4.08, S = 0.70) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.41, S = 0.66)
รองลงมาได้แก่ ด้านความรู้ (
= 4.19, S = 0.79) และด้านการสนับสนุน
(
= 4.10, S = 0.76) ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด
คือ ด้านเวลา (
= 3.80, S = 1.12) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.92, S = 1.18)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
มีระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
3.94, S = 0.52) เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านความรู้ (
= 4.11, S = 0.63)
รองลงมาได้แก่ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.08, S = 0.65) และด้านการสนับสนุน
(
= 3.94, S = 0.74)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือด้านเวลา (
= 3.54, S = 0.86) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.69, S = 0.77)
ตารางที่ 22 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปร การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
ประเด็นความต้องการ
ในการพัฒนา
|
ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน N= 87
|
เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน N= 25
|
||||
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
|||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
|||
ด้านความรู้
|
4.24
|
0.65
|
มาก
|
3.75
|
0.63
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
4.08
|
0.70
|
มาก
|
3.62
|
0.81
|
มาก
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.22
|
0.67
|
มาก
|
4.00
|
0.63
|
มาก
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.83
|
0.92
|
มาก
|
3.49
|
0.76
|
มาก
|
ด้านเวลา
|
3.63
|
0.99
|
มาก
|
3.54
|
0.75
|
มาก
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
4.00
|
0.57
|
มาก
|
3.68
|
0.59
|
มาก
|
จากตารางที่ 22
พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ตามตัวแปรการฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน มีรายละเอียดดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
มีระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
4.00, S = 0.57) เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านความรู้ (
= 4.24, S = 0.65)
รองลงมาได้แก่ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.22, S = 0.67) และด้านการสนับสนุน
(
= 4.08, S = 0.70)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.63, S = 0.99) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.83, S = 0.92)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
3.68, S = 0.59) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.00, S = 0.63) รองลงมาได้แก่
ด้านความรู้ (
= 3.75, S = 0.63) และด้านการสนับสนุน (
= 3.62, S = 0.81) ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด
คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.49, S = 0.76) รองลงมาคือ ด้านเวลา (
= 3.54, S = 0.75)
ตารางที่ 23
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ตัวแปรประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ประเด็นความต้องการ
ในการพัฒนา
|
ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน
N= 92
|
เคยทำวิจัยสถาบัน
N= 20
|
||||
ระดับความต้องการ
|
ระดับความต้องการ
|
|||||
S
|
ระดับ
|
S
|
ระดับ
|
|||
ด้านความรู้
|
4.21
|
0.67
|
มาก
|
3.76
|
0.53
|
มาก
|
ด้านการสนับสนุน
|
4.05
|
0.71
|
มาก
|
3.66
|
0.82
|
มาก
|
ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.19
|
0.69
|
มาก
|
4.09
|
0.53
|
มาก
|
ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.83
|
0.91
|
มาก
|
3.37
|
0.73
|
ปานกลาง
|
ด้านเวลา
|
3.62
|
0.98
|
มาก
|
3.58
|
0.73
|
มาก
|
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.98
|
0.60
|
มาก
|
3.69
|
0.51
|
มาก
|
จากตารางที่ 23 พบว่า
ระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ตามตัวแปรประสงการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน มีรายละเอียด ดังนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน
มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
3.98, S = 0.60) เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านความรู้ (
= 4.21, S = 0.67)
รองลงมาได้แก่ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.19, S = 0.69) และด้านการสนับสนุน
(
= 4.05, S = 0.71)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา (
= 3.62, S = 0.98) รองลงมาคือ
ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.83, S = 0.91)
ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (
=
3.69, S = 0.51) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ระดับความต้องการในการพัฒนาสูงที่สุด คือ ด้านแหล่งวิชาการ (
= 4.09, S = 0.53) รองลงมาได้แก่
ด้านความรู้ (
= 3.76, S = 0.53) และด้านการสนับสนุน (
= 3.66, S = 0.82)
ส่วนระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์ (
= 3.37, S = 0.73) รองลงมาคือ ด้านเวลา (
= 3.58, S = 0.73)
ตอนที่ 5 การเปรียบเทียบระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ผลการเปรียบเทียบระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ปรากฏผล ดังนี้
ตารางที่ 24 เปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา
ปัญหา
|
ปริญญาตรี
|
สูงกว่าปริญญาตรี
|
t
|
p
| |||
N= 24
|
N= 88
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
3.92
|
0.67
|
3.82
|
0.71
|
.649
|
.518
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
3.45
|
0.98
|
3.31
|
0.92
|
.645
|
.520
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.65
|
0.85
|
3.38
|
0.89
|
1.337
|
.184
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.47
|
0.66
|
3.09
|
0.84
|
1.998
|
.048*
| |
5. ด้านเวลา
|
3.35
|
0.82
|
3.29
|
0.92
|
.325
|
.745
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.55
|
0.52
|
3.38
|
0.63
|
1.221
|
.225
| |
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 24 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี โดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรีส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 25 เปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา
ปัญหา
|
แหล่งความแปรปรวน
|
SS
|
df
|
MS
|
F
|
Sig.
| ||
1. ด้านความรู้
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.15
|
2
|
0.573
|
1.173
|
0.313
| ||
ภายในกลุ่ม
|
53.23
|
109
|
0.498
| |||||
รวม
|
54.38
|
111
| ||||||
2. ด้านการสนับสนุน
|
ระหว่างกลุ่ม
|
2.27
|
2
|
1.145
|
1.318
|
0.272
| ||
ภายในกลุ่ม
|
93.86
|
109
|
0.861
| |||||
รวม
|
96.13
|
111
| ||||||
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
ระหว่างกลุ่ม
|
0.91
|
2
|
0.466
|
0.583
|
0.560
| ||
ภายในกลุ่ม
|
85.29
|
109
|
0.782
| |||||
รวม
|
86.203
|
111
| ||||||
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
ระหว่างกลุ่ม
|
0.224
|
2
|
0.112
|
0.164
|
0.849
| ||
ภายในกลุ่ม
|
74.494
|
109
|
0.683
| |||||
รวม
|
74.72
|
111
| ||||||
5. ด้านเวลา
|
ระหว่างกลุ่ม
|
2.72
|
2
|
1.360
|
1.725
|
0.183
| ||
ภายในกลุ่ม
|
85.92
|
109
|
0.798
| |||||
รวม
|
88.64
|
111
| ||||||
รวมเฉลี่ย
|
ระหว่างกลุ่ม
|
0.52
|
2
|
0.262
|
0.703
|
0.497
| ||
ภายในกลุ่ม
|
40.62
|
109
|
0.373
| |||||
รวม
|
41.14
|
111
| ||||||
จากตารางที่ 25 พบว่า การเปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาโดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าไม่แตกต่างกัน
ตารางที่ 26 เปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา
ปัญหา
|
แหล่งความแปรปรวน
|
SS
|
df
|
MS
|
F
|
Sig.
| ||
1. ด้านความรู้
|
ระหว่างกลุ่ม
|
0.41
|
3
|
0.14
|
0.272
|
0.845
| ||
ภายในกลุ่ม
|
53.97
|
108
|
0.50
| |||||
รวม
|
54.38
|
111
| ||||||
2. ด้านการสนับสนุน
|
ระหว่างกลุ่ม
|
14.03
|
3
|
4.68
|
6.153
|
0.001*
| ||
ภายในกลุ่ม
|
82.10
|
108
|
0.76
| |||||
รวม
|
96.13
|
111
| ||||||
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
ระหว่างกลุ่ม
|
10.98
|
3
|
3.66
|
5.257
|
0.002*
| ||
ภายในกลุ่ม
|
75.22
|
108
|
0.70
| |||||
รวม
|
86.20
|
111
| ||||||
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
ระหว่างกลุ่ม
|
9.95
|
3
|
3.32
|
5.529
|
0.001*
| ||
ภายในกลุ่ม
|
64.77
|
108
|
0.60
| |||||
รวม
|
74.72
|
111
| ||||||
5. ด้านเวลา
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.98
|
3
|
0.66
|
0.821
|
0.485
| ||
ภายในกลุ่ม
|
86.67
|
108
|
0.80
| |||||
รวม
|
88.64
|
111
| ||||||
รวมเฉลี่ย
|
ระหว่างกลุ่ม
|
3.80
|
3
|
1.27
|
3.663
|
0.015*
| ||
ภายในกลุ่ม
|
37.34
|
108
|
0.35
| |||||
รวม
|
41.14
|
111
| ||||||
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
จากตารางที่ 26 พบว่า การเปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ด้านความรู้ และด้านเวลา ไม่แตกต่างกัน
จึงต้องนำทั้ง 3 ด้าน และภาพรวม ไปเปรียบเทียบรายคู่ โดยวิธีของ Scheffe’s method ดังรายละเอียด
ตารางที่ 27 ตารางเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe’s method ด้านการสนับสนุน
ขนาดเล็ก
|
ขนาดกลาง
|
ขนาดใหญ่
|
ขนาดใหญ่มาก
| ||
3.49
|
3.50
|
3.00
|
1.34
| ||
ขนาดเล็ก
|
3.49
|
-
|
-.012
|
.492*
|
1.532*
|
ขนาดกลาง
|
3.50
|
-
|
-
|
.504*
|
1.544*
|
ขนาดใหญ่
ขนาดกลาง
|
3.00
|
-
|
-
|
-
|
1.040*
|
ขนาดใหญ่มาก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
|
1.34
|
-
|
-
|
-
|
-
|
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
จากตารางที่ 27 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านการสนับสนุนแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านการสนับสนุนแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านการสนับสนุนแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 28 ตารางเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe’s method ด้านแหล่งวิชาการ
ขนาดเล็ก
|
ขนาดกลาง
|
ขนาดใหญ่
|
ขนาดใหญ่มาก
| ||
3.48
|
3.65
|
3.15
|
2.24
| ||
ขนาดเล็ก
|
3.48
|
-
|
-.164
|
.332
|
1.242*
|
ขนาดกลาง
|
3.65
|
-
|
-
|
.496*
|
1.406*
|
ขนาดใหญ่
ขนาดกลาง
|
3.15
|
-
|
-
|
-.910*
| |
ขนาดใหญ่มาก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
|
2.24
|
-
|
-
|
-
|
-
|
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
จากตารางที่ 28 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 29 ตารางเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe’s method ด้านวัสดุอุปกรณ์
ขนาดเล็ก
|
ขนาดกลาง
|
ขนาดใหญ่
|
ขนาดใหญ่มาก
| ||
3.26
|
3.31
|
2.99
|
1.90
| ||
ขนาดเล็ก
|
3.26
|
-
|
-.048
|
.269
|
1.360*
|
ขนาดกลาง
|
3.31
|
-
|
-
|
.317
|
1.409*
|
ขนาดใหญ่
ขนาดกลาง
|
2.99
|
-
|
-
|
-
|
1.092*
|
ขนาดใหญ่มาก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
|
1.90
|
-
|
-
|
-
|
-
|
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 29 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 30 ตารางเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe’s method โดยรวม
ขนาดเล็ก
|
ขนาดกลาง
|
ขนาดใหญ่
|
ขนาดใหญ่มาก
| ||
3.44
|
3.54
|
3.24
|
2.71
| ||
ขนาดเล็ก
|
3.44
|
-
|
-.094
|
.198
|
.732*
|
ขนาดกลาง
|
3.54
|
-
|
-
|
. 291
|
.826*
|
ขนาดใหญ่
ขนาดกลาง
|
3.24
|
-
|
-
|
-
|
.534
|
ขนาดใหญ่มาก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
|
2.71
|
-
|
-
|
-
|
-
|
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
จากตารางที่ 30 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาโดยรวมแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 31 เปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปรการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
ปัญหา
|
ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
|
เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
|
t
|
p
| |||
N= 30
|
N= 82
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
3.96
|
0.70
|
3.80
|
0.70
|
1.105
|
.272
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
3.36
|
1.26
|
3.33
|
0.79
|
.356
|
.897
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.49
|
1.07
|
3.42
|
0.81
|
.994
|
.723
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.30
|
1.06
|
3.13
|
0.71
|
.005
|
.323
| |
5. ด้านเวลา
|
3.53
|
0.86
|
3.22
|
0.90
|
1.675
|
.097
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.54
|
0.76
|
3.37
|
0.54
|
.019
|
.191
| |
จากตารางที่ 31 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ โดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ ไม่แตกต่างกัน ทุกด้าน
ตารางที่ 32 เปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามการอบรมการทำวิจัยสถาบัน
ปัญหา
|
ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัย
|
เคยฝึกอบรมการทำวิจัย
|
t
|
p
| |||
สถาบัน N= 87
|
สถาบัน N= 25
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
3.99
|
0.65
|
3.31
|
0.61
|
4.651
|
.000*
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
3.38
|
0.98
|
3.20
|
0.74
|
.859
|
.392
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.46
|
0.92
|
3.37
|
0.74
|
.446
|
.657
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.24
|
0.84
|
2.93
|
0.73
|
1.668
|
.098
| |
5. ด้านเวลา
|
3.29
|
0.95
|
3.35
|
0.70
|
-.308
|
.759
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.48
|
0.61
|
3.20
|
0.57
|
2.028
|
.045*
| |
จากตารางที่ 32 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันและไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันโดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยและไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัย ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 33 เปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ปัญหา
|
ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน
|
เคยทำวิจัยสถาบัน
|
t
|
p
| |||
N= 92
|
N= 20
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
3.93
|
0.67
|
3.43
|
0.72
|
3.013
|
.003*
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
3.34
|
0.96
|
3.34
|
0.79
|
.006
|
.995
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
3.39
|
0.93
|
3.65
|
0.62
|
-1.192
|
.236
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.24
|
0.83
|
2.87
|
0.73
|
1.860
|
.066
| |
5. ด้านเวลา
|
3.27
|
0.94
|
3.43
|
0.62
|
-.681
|
.497
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.45
|
0.61
|
3.27
|
0.60
|
1.210
|
.229
| |
จากตารางที่ 33 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบันและไม่เคยทำวิจัยสถาบันโดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบันและไม่เคยทำวิจัยสถาบันส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตอนที่ 6 การเปรียบเทียบระดับความต้องการในการพัฒนาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ผลการเปรียบเทียบระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ปรากฏผล ดังนี้
ตารางที่ 34 เปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา
ประเด็นความต้องการในการพัฒนา
|
ปริญญาตรี
|
สูงกว่าปริญญาตรี
|
t
|
p
| |||
N= 24
|
N= 88
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
4.08
|
0.61
|
4.14
|
0.69
|
.363
|
.718
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
4.02
|
0.74
|
3.97
|
0.75
|
.269
|
.789
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.12
|
0.76
|
4.19
|
0.64
|
-.454
|
.651
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.95
|
0.78
|
3.70
|
0.92
|
1.233
|
.220
| |
5. ด้านเวลา
|
3.73
|
1.02
|
3.58
|
0.92
|
.689
|
.493
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.98
|
0.56
|
3.91
|
0.60
|
.476
|
.635
| |
จากตารางที่ 34 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี โดยรวมมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรีส่วนใหญ่แตกต่างกัน
ตารางที่ 35 เปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา
ประเด็นความต้องการในการพัฒนา
|
แหล่งความแปรปรวน
|
SS
|
df
|
MS
|
F
|
Sig.
| ||
1. ด้านความรู้
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.58
|
2
|
0.79
|
1.782
|
0.173
| ||
ภายในกลุ่ม
|
48.43
|
109
|
0.44
| |||||
รวม
|
50.01
|
111
| ||||||
2. ด้านการสนับสนุน
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.23
|
2
|
0.62
|
1.117
|
0.331
| ||
ภายในกลุ่ม
|
60.20
|
109
|
0.55
| |||||
รวม
|
61.44
|
111
| ||||||
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.34
|
2
|
0.67
|
1.527
|
0.222
| ||
ภายในกลุ่ม
|
47.69
|
109
|
0.44
| |||||
รวม
|
49.03
|
111
| ||||||
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.13
|
2
|
0.56
|
0.695
|
0.501
| ||
ภายในกลุ่ม
|
88.43
|
109
|
0.81
| |||||
รวม
|
89.56
|
111
| ||||||
5. ด้านเวลา
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.39
|
2
|
0.70
|
0.784
|
0.459
| ||
ภายในกลุ่ม
|
96.96
|
109
|
0.89
| |||||
รวม
|
98.35
|
111
| ||||||
รวมเฉลี่ย
|
ระหว่างกลุ่ม
|
1.00
|
2
|
0.50
|
1.443
|
0.241
| ||
ภายในกลุ่ม
|
37.61
|
109
|
0.35
| |||||
รวม
|
38.60
|
111
| ||||||
จากตารางที่ 35 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ต่างกันมีความต้องการในการทำวิจัยสถาบันโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
ตารางที่ 36 เปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา
ประเด็นความต้องการในการพัฒนา
|
แหล่งความแปรปรวน
|
SS
|
df
|
MS
|
F
|
Sig.
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
ระหว่างกลุ่ม
|
0.39
|
3
|
0.13
|
0.282
|
0.838
| ||||||
ภายในกลุ่ม
|
49.63
|
108
|
0.46
| |||||||||
รวม
|
50.01
|
111
| ||||||||||
2. ด้านการสนับสนุน
|
ระหว่างกลุ่ม
|
2.53
|
3
|
0.84
|
1.544
|
0.207
| ||||||
ภายในกลุ่ม
|
58.91
|
108
|
0.55
| |||||||||
รวม
|
61.44
|
111
| ||||||||||
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
ระหว่างกลุ่ม
|
2.47
|
3
|
0.82
|
1.914
|
0.132
| ||||||
ภายในกลุ่ม
|
46.55
|
108
|
0.43
| |||||||||
รวม
|
49.03
|
111
| ||||||||||
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
ระหว่างกลุ่ม
|
13.64
|
3
|
4.55
|
6.468
|
0.000*
| ||||||
ภายในกลุ่ม
|
75.92
|
108
|
0.70
| |||||||||
รวม
|
89.56
|
111
| ||||||||||
5. ด้านเวลา
|
ระหว่างกลุ่ม
|
7.03
|
3
|
2.34
|
2.770
|
0.045*
| ||||||
ภายในกลุ่ม
|
91.33
|
108
|
0.85
| |||||||||
รวม
|
98.35
|
111
| ||||||||||
รวมเฉลี่ย
|
ระหว่างกลุ่ม
|
2.95
|
3
|
0.98
|
2.975
|
0.035*
| ||||||
ภายในกลุ่ม
|
35.66
|
108
|
0.33
| |||||||||
รวม
|
38.60
|
111
| ||||||||||
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
จากตารางที่ 36 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่บริหารสถานศึกษาขนาดต่างกันมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านวัสดุอุปกรณ์ และด้านเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จึงต้องนำทั้ง 2 ด้าน และภาพรวม ไปเปรียบเทียบรายคู่ โดยวิธีของ Scheffe’s method ดังรายละเอียด
ตารางที่ 37 ตารางเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe’s method ด้านวัสดุอุปกรณ์
ขนาดสถานศึกษา
|
ขนาดเล็ก
|
ขนาดกลาง
|
ขนาดใหญ่
|
ขนาดใหญ่มาก
| |
3.98
|
3.83
|
3.43
|
2.40
| ||
ขนาดเล็ก
|
3.98
|
-
|
.151
|
.555*
|
1.585*
|
ขนาดกลาง
|
3.83
|
-
|
.403
|
1.433*
| |
ขนาดใหญ่
|
3.43
|
-
|
-
|
-
|
1.030*
|
ขนาดใหญ่มาก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
|
2.40
|
-
|
-
|
-
|
-
|
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 37 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีความต้องการด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีความต้องการด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 38 ตารางเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe’s method ด้านเวลา
ขนาดสถานศึกษา
|
ขนาดเล็ก
|
ขนาดกลาง
|
ขนาดใหญ่
|
ขนาดใหญ่มาก
| |
3.73
|
3.67
|
3.53
|
2.50
| ||
ขนาดเล็ก
|
3.73
|
-
|
.064
|
.206
|
1.231*
|
ขนาดกลาง
|
3.67
|
-
|
.142
|
1.167*
| |
ขนาดใหญ่
|
3.53
|
-
|
-
|
-
|
1.025*
|
ขนาดใหญ่มาก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
|
2.50
|
-
|
-
|
-
|
-
|
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 38 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีความต้องการด้านเวลาแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 39 ตารางเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe’s method โดยรวม
ขนาดสถานศึกษา
|
ขนาดเล็ก
|
ขนาดกลาง
|
ขนาดใหญ่
|
ขนาดใหญ่มาก
| |
4.08
|
3.94
|
3.73
|
3.42
| ||
ขนาดเล็ก
|
4.08
|
-
|
.133
|
.349*
|
.653*
|
ขนาดกลาง
|
3.94
|
-
|
.216
|
.520
| |
ขนาดใหญ่
|
3.73
|
-
|
-
|
-
|
.304
|
ขนาดใหญ่มาก
ขนาดกลาง
ขนาดใหญ่
|
3.42
|
-
|
-
|
-
|
-
|
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 39 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีความต้องการโดยรวมแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 40 เปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามตัวแปรการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน
ประเด็นความต้องการในการพัฒนา
|
ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
|
เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ
|
t
|
p
| |||
N= 30
|
N= 82
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
4.19
|
0.79
|
4.11
|
0.63
|
.553
|
.581
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
4.10
|
0.76
|
3.94
|
0.74
|
1.030
|
.305
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.41
|
0.66
|
4.08
|
0.65
|
2.378
|
.019*
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.92
|
1.18
|
3.69
|
0.77
|
1.214
|
.227
| |
5. ด้านเวลา
|
3.80
|
1.12
|
3.54
|
0.86
|
1.285
|
.202
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
4.08
|
0.70
|
3.87
|
0.54
|
1.704
|
.091
| |
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 40 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และเคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ โดยรวมมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และเคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 41 เปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามการอบรมการทำวิจัยสถาบัน
ประเด็นความต้องการในการพัฒนา
|
ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัย
|
เคยอบรมการทำวิจัย
|
t
|
p
| |||
สถาบัน N= 87
|
สถาบัน N= 25
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
4.24
|
0.65
|
3.75
|
0.63
|
3.347
|
.001*
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
4.08
|
0.70
|
3.62
|
0.81
|
2.800
|
.006*
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.22
|
0.67
|
4.00
|
0.63
|
1.471
|
.144
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.83
|
0.92
|
3.49
|
0.76
|
1.668
|
.098
| |
5. ด้านเวลา
|
3.63
|
0.99
|
3.54
|
0.75
|
.430
|
.668
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
4.00
|
0.57
|
3.68
|
0.59
|
2.439
|
.016*
| |
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 41 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน และเคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน โดยรวมมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน และเคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ และด้านการสนับสนุน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตารางที่ 42 เปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ประเด็นความต้องการในการพัฒนา
|
ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน
|
เคยทำวิจัยสถาบัน
|
t
|
p
| |||
N= 92
|
N= 20
| ||||||
S
|
S
| ||||||
1. ด้านความรู้
|
4.21
|
0.67
|
3.76
|
0.53
|
2.806
|
.006*
| |
2. ด้านการสนับสนุน
|
4.05
|
0.71
|
3.66
|
0.82
|
2.160
|
.033*
| |
3. ด้านแหล่งวิชาการ
|
4.19
|
0.69
|
4.09
|
0.53
|
.603
|
.548
| |
4. ด้านวัสดุอุปกรณ์
|
3.83
|
0.91
|
3.37
|
0.73
|
2.120
|
.036*
| |
5. ด้านเวลา
|
3.62
|
0.98
|
3.58
|
0.73
|
.191
|
.849
| |
รวมค่าเฉลี่ย
|
3.98
|
0.60
|
3.69
|
0.51
|
2.017
|
.046*
| |
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากตารางที่ 42 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน และเคยทำวิจัยสถาบัน โดยรวม มีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน และเคยทำวิจัยสถาบัน ส่วนใหญ่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านแหล่งวิชาการไม่แตกต่างกัน
ตอนที่ 7 รูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบัน
ผลการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ในรูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบัน
ตารางที่ 43 จำนวน และร้อยละ ของการพัฒนาและรูปแบบการพัฒนาการทำวิจัยสถาบัน
ความต้องการในการพัฒนาและรูปแบบการพัฒนา
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
ไมต้องการ
|
3
|
2.68
|
จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสำนักงานเขตพื้นที่
|
60
|
53.57
|
จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับกลุ่มสถานศึกษา
|
71
|
63.39
|
จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสถานศึกษา
|
58
|
51.79
|
จัดหาวิทยากรที่มีความรูความสามารถในการพัฒนาและจัดทำนวัตกรรมมาให้ความรูและทดลองปฏิบัติจริง
|
93
|
83.04
|
แนะนำวิธีการศึกษาเอกสารและทฤษฎีและงานวิจัยสถาบันที่เกี่ยวข้อง
|
73
|
65.18
|
จัดหาเอกสารเสริมความรูและงานวิจัยสถาบันต่างๆมาให้บริการเพื่อสะดวกต่อการค้นคว้า
|
71
|
63.39
|
จัดทำใบงานหรือสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิจัยสถาบันนำมาใช้ฝึกทดลอง/ปฏิบัติจริงตามเงื่อนไขต่างๆ
|
69
|
61.61
|
ฝึกวิเคราะห์ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป
|
71
|
63.39
|
ฝึกวางแผนและขั้นตอนการดำเนินงานการวิจัยสถาบันในแต่ละขั้นตอน
|
74
|
66.07
|
ทัศนศึกษาดูงานของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำวิจัยสถาบัน
|
72
|
64.29
|
ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ค่าสถิติหลากหลายรูปแบบ
|
72
|
64.29
|
ฝึกการเขียนรายงานการวิจัยสถาบัน
|
83
|
74.11
|
จากตารางที่ 43 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความต้องการในการพัฒนาและรูปแบบการพัฒนาตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ จัดหาวิทยากรที่มีความรูความสามารถในการพัฒนาและจัดทำนวัตกรรมมาให้ความรูและทดลองปฏิบัติจริง จำนวน 93 คิดเป็นร้อยละ 83.04 ฝึกการเขียนรายงานการวิจัยสถาบัน จำนวน 83 คิดเป็นร้อยละ 74.11 ฝึกวางแผนและขั้นตอนการดำเนินงาน การวิจัยสถาบันในแต่ละขั้นตอน จำนวน 74 คิดเป็นร้อยละ 66.07 แนะนำวิธีการศึกษาเอกสารและทฤษฎีและงานวิจัยสถาบันที่เกี่ยวข้อง จำนวน 73 คิดเป็นร้อยละ 65.18 ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ค่าสถิติหลากหลายรูปแบบ จำนวน 72 คิดเป็นร้อยละ 64.29 ทัศนศึกษาดูงานของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำวิจัยสถาบัน จำนวน 72 คิดเป็นร้อยละ 64.29 ฝึกวิเคราะห์ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป จำนวน 71 คิดเป็นร้อยละ 63.39 จัดหาเอกสารเสริมความรูและงานวิจัยสถาบันต่างๆมาให้บริการเพื่อสะดวกต่อการค้นคว้า จำนวน 71 คิดเป็นร้อยละ 63.39 จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับกลุ่มสถานศึกษา จำนวน 71 คิดเป็นร้อยละ 63.39 จัดทำใบงานหรือสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิจัยสถาบันนำมาใช้ฝึกทดลอง/ปฏิบัติจริงตามเงื่อนไขต่างๆ จำนวน 69 คิดเป็นร้อยละ 61.61 จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสำนักงานเขตพื้นที่ จำนวน 60 คิดเป็นร้อยละ 53.57 จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสถานศึกษาจำนวน 58 คิดเป็นร้อยละ 51.79
ตอนที่ 8 ประโยชน์ของการวิจัยสถาบัน
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นถึงประโยชน์ในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 เป็นรายด้าน ดังนี้
ตารางที่ 44 ความถี่ของความคิดเห็นถึงประโยชน์ในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ด้านประโยชน์ต่อสถานศึกษา
รายการ
|
ความถี่
|
สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสถานศึกษาได้ตรงจุด
|
7
|
การพัฒนาสถานศึกษาให้ขับเคลื่อนโดยรูปแบบวิชาการบนพื้นฐานการวิจัย
|
6
|
เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา
|
6
|
พัฒนาการบริหารสถานศึกษาทั้งระบบ
|
5
|
ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา
|
4
|
ชุมชนมีความภาคภูมิใจในการจัดการเรียนการสอนของครู
|
4
|
สถานศึกษามีคุณภาพ ได้มาตรฐาน
|
3
|
พัฒนาการบริหารจัดการ
|
3
|
แก้ปัญหางานทั้ง 4 งาน
|
3
|
เพื่อพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพการศึกษา
|
2
|
สถานศึกษาสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น
|
2
|
รายการ
|
ความถี่
|
ได้พัฒนาสถานศึกษาเป็นองค์รวม
|
2
|
ยกระดับคุณภาพสถานศึกษาด้านการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
|
2
|
วางแผน เตรียมความพร้อมได้อย่างมีเป้าหมาย
|
2
|
มีนวัตกรรมในการบริหาร
|
2
|
สร้างค่านิยมร่วมกัน
|
2
|
พัฒนางานทั้งระบบ
|
2
|
พัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ
|
2
|
เผยแพร่ผลงานทางวิชาของสถานศึกษา
|
1
|
ทราบจุดเด่นจุดด้อยของสถานศึกษา
|
1
|
เพิ่มความรู้และประสบการณ์ของบุคลากร
|
1
|
เพิ่มความรู้ใหม่ ๆ
|
1
|
มีระบบบริหารจัดการที่ดี
|
1
|
ประหยัดงบประมาณ
|
1
|
ได้ทราบถึงสภาพปัญหาและความต้องการ
|
1
|
เป็นแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษา
|
1
|
มีโอกาสได้ทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาสถานศึกษา
|
1
|
จากตารางที่ 44 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาของสถานศึกษาในหลาย ๆ ประการด้วยกัน โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5ลำดับแรก ได้แก่ สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสถานศึกษาได้ตรงจุด ( X = 7) การพัฒนาสถานศึกษาให้ขับเคลื่อนโดยรูปแบบวิชาการบนพื้นฐานการวิจัย ( X = 6) เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา ( X = 6) พัฒนาการบริหารสถานศึกษาทั้งระบบ ( X = 5) ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ( X = 4) ชุมชนมีความภาคภูมิใจในการจัดการเรียนการสอนของครู( X = 4)
ตารางที่ 45 ความถี่ของความคิดเห็นถึงประโยชน์ในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ด้านประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษา
รายการ
|
ความถี่
| |||
ได้พัฒนาตนเองในวิชาชีพและวิทยฐานะ
|
6
| |||
ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการศึกษา
|
4
| |||
ผู้บริหารได้รับการพัฒนาและพัฒนาตนเองในด้านการบริหาร
|
4
| |||
มีหลักการ ทฤษฎี ในการบริหาร
|
3
| |||
เป็นผู้นำด้านวิชาการและเป็นที่พึ่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
|
3
| |||
สามารถกำหนดทิศทางในการบริหารได้ถูกทาง
|
3
| |||
ใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ
|
3
| |||
เป็นข้อมูลในการพัฒนาและปรับปรุงสถานศึกษาทั้ง 4 งาน
|
3
| |||
ทำวิจัยเป็นและแก้ปัญหาได้
|
3
| |||
ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ
|
3
| |||
ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถแก้ปัญหาได้ตรงเป้าหมาย
|
2
| |||
พัฒนาผลงานทางวิชาการ
|
2
| |||
พัฒนาและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ
|
2
| |||
พัฒนากระบวนการบริหาร
|
1
| |||
ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการศึกษา
|
1
| |||
พัฒนาสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน
|
1
| |||
มีนวัตกรรมทางการบริหาร
|
1
| |||
ผู้บริหารได้ทราบปัญหาและแก้ไขปัญหา
|
1
| |||
นำปัญหาและความต้องการมาพัฒนาสถานศึกษา
|
1
| |||
มีความรู้ในการทำวิจัย
|
1
| |||
ได้เพิ่มความรู้และประสบการณ์
|
1
| |||
มีวิสัยทัศน์ที่ดี
|
1
| |||
บุคลากรในสถานศึกษามีความตื่นตัวในการทำงาน
|
1
| |||
พัฒนาระบบการบริหารและจัดการได้อย่างมีคุณภาพ
|
1
| |||
ลดปัญหาในการจัดการศึกษา
|
1
| |||
เป็นผู้ใฝ่รู้
|
1
| |||
รายการ
|
ความถี่
| |||
ทราบสภาพปัจจุบันปัญหาความต้องการในการพัฒนาปรับปรุง
|
1
| |||
ส่งเสริมความสามัคคี การร่วมมือ ในการพัฒนาบุคลากร
|
1
| |||
เป็นแนวทางในการจัดทำผลงานทางวิชาการ
|
1
| |||
พัฒนาบุคลากรในทางที่ดีขึ้น
|
1
| |||
จากตารางที่ 45 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อตัวผู้บริหารสถานศึกษาในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ได้พัฒนาตนเองในวิชาชีพและวิทยฐานะ ( X = 6) ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการศึกษา ( X = 4) ผู้บริหารได้รับการพัฒนาและพัฒนาตนเองในด้านการบริหาร( X = 4) มีหลักการ ทฤษฎี ในการบริหาร ( X = 3) เป็นผู้นำด้านวิชาการและเป็นที่พึ่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ( X = 3) สามารถกำหนดทิศทางในการบริหารได้ถูกทาง ( X = 3) ใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ ( X = 3) เป็นข้อมูลในการพัฒนาและปรับปรุงสถานศึกษาทั้ง 4 งาน ( X = 3) ทำวิจัยเป็นและแก้ปัญหาได้ ( X = 3) ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ( X = 3)
ตารางที่ 46 ความถี่ของความคิดเห็นถึงประโยชน์ในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ด้านประโยชน์ต่อครู
รายการ
|
ความถี่
| |||
แก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน
|
6
| |||
พัฒนาการเรียนการสอน
|
5
| |||
ครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา
|
3
| |||
ใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ
|
3
| |||
ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน
|
3
| |||
ปรับปรุงการเรียนการสอน
|
3
| |||
เป็นครูมืออาชีพ
|
3
| |||
พัฒนาตนในวิชาชีพครู
|
3
| |||
มีขวัญกำลังใจในการทำงาน
|
3
| |||
ครูร่วมมือในการแก้ปัญหา
|
2
| |||
รายการ
|
ความถี่
| |||
มีทิศทางในการจัดการเรียนรู้
|
2
| |||
มีนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน
|
2
| |||
มีผลงานทางวิชาการ
|
2
| |||
ครูมีความภาคภูมิใจในการทำงานของตน
|
1
| |||
ครูมีความสามัคคี มีความก้าวหน้า
|
1
| |||
ได้ทราบความต้องการในการพัฒนา
|
1
| |||
ได้เพิ่มความรู้และประสบการณ์
|
1
| |||
ได้ร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษา
|
1
| |||
ได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง
|
1
| |||
ทำงานตามทิศทางที่วางไว้
|
1
| |||
พัฒนาองค์ความรู้
|
1
| |||
มีความสุขในการทำงาน
|
1
| |||
มีประสบการณ์และสามารถพัฒนางานด้านวิชาการ
|
1
| |||
มีสภาพการจัดการเรียนการสอนของครู
|
1
| |||
ครูมีขวัญและกำลังใจในการจัดการเรียนการสอน
|
1
| |||
รู้สภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน
|
1
| |||
สร้างความเชื่อมั่นศรัทธา
|
1
| |||
จากตารางที่ 46 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อครู ในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ แก้ปัญหาการจัด การเรียนการสอน ( X = 6 ) พัฒนาการเรียนการสอน ( X = 5) ครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา( X = 3) ใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ ( X = 3) ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน (X = 3) ปรับปรุงการเรียนการสอน ( X = 3) เป็นครูมืออาชีพ ( X = 3) พัฒนาตนในวิชาชีพครู (X = 3) มีขวัญกำลังใจในการทำงาน ( X = 3)
ตารางที่ 47 ความถี่ของความคิดเห็นถึงประโยชน์ในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ด้านประโยชน์ต่อนักเรียน
รายการ
|
ความถี่
| |||
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
|
9
| |||
ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สูงขึ้น
|
7
| |||
นักเรียนมีความสุขในการเรียน
|
6
| |||
นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน
|
4
| |||
นักเรียนได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานการศึกษา
|
4
| |||
ได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง
|
4
| |||
นักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพสูงสุด
|
3
| |||
ได้รับการเรียนรู้ตรงเป้าหมาย
|
2
| |||
มีข้อมูลในการพัฒนาผู้เรียน
|
2
| |||
นักเรียนมีความรู้และทักษะตามหลักสูตร
|
2
| |||
ได้รับการพัฒนาตามสภาพจริง
|
2
| |||
พัฒนากระบวนการเรียน
|
1
| |||
นักเรียนได้รับการปรับปรุงการเรียนการสอน
|
1
| |||
นักเรียนเรียนมีขวัญกำลังใจในการเรียน
|
1
| |||
นักเรียนมีความพร้อมที่จะไปศึกษาต่อได้
|
1
| |||
ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์และเหตุผลในการแก้ปัญหาการเรียน
|
1
| |||
ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะความสามารถในการเรียนรู้
|
1
| |||
มีความสามารถในการแข่งขันกับผู้อื่น
|
1
| |||
จากตารางที่ 47 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อนักเรียน ในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ( X = 9) ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สูงขึ้น ( X = 7) นักเรียนมีความสุขในการเรียน ( X = 6) นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน ( X = 4) นักเรียนได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานการศึกษา ( X = 4) ได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง ( X = 4)
ตารางที่ 48 ความถี่ของความคิดเห็นถึงประโยชน์ในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ด้านประโยชน์ต่อวิชาชีพ
รายการ
|
ความถี่
| |||
ครู ผู้บริหารมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถและวิทยฐานะ
|
10
| |||
เพิ่มวิทยฐานะของบุคลากร
|
5
| |||
วิชาชีพได้รับการพัฒนา
|
4
| |||
เน้นการพัฒนาวิชาชีพให้ได้มาตรฐาน
|
3
| |||
เป็นวิชาชีพที่เป็นที่ยอมรับของสังคม
|
2
| |||
มีหลักฐานที่จะเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ
|
2
| |||
ประโยชน์ในการขอใบประกอบวิชาชีพ
|
2
| |||
มีการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
|
1
| |||
เป็นแนวทางในการค้นคว้านวัตกรรมใหม่ ๆ
|
1
| |||
เพิ่มทักษะและประสบการณ์ของบุคลากร
|
1
| |||
มีเกียรติของความเป็นครู
|
1
| |||
ครูและบุคลากรทางการศึกษามีมาตรฐาน
|
1
| |||
จากตารางที่ 48 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อวิชาชีพ ในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ครู ผู้บริหารมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถและวิทยฐานะ ( X = 10) เพิ่มวิทยฐานะของบุคลากร ( X = 5) วิชาชีพได้รับการพัฒนา ( X = 4) เน้นการพัฒนาวิชาชีพให้ได้มาตรฐาน ( X = 3) เป็นวิชาชีพที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ( X = 2) มีหลักฐานที่จะเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ ( X = 2) ประโยชน์ในการขอใบประกอบวิชาชีพ ( X = 2)