วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทที่ 1

บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
 
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
 
สมมติฐานการวิจัย

การวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นพบข้อเท็จจริงและวิธีการพัฒนา ตลอดจนการแก้ปัญหาการดำเนินการต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะวิทยาการต่าง ๆ ในสังคมโลกาภิวัตนได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว หากการจัดการศึกษายังไมสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยีแล้วอาจจะทำให้การพัฒนาประเทศชาติไมสามารถบรรลุสู่เป้าหมายได้ ดังนั้นการวิจัยเป็นเสมือนหัวใจของการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาประเทศชาติจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังปรากฏเป็นหลักฐานของคำว่าวิจัยตามกฎหมายที่สำคัญๆดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัยและการเผยแพรงานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง มาตรา81 ยังกำหนดไวว่า รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่าง ๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ จัดให้มีกฎหมายการศึกษาของชาติขึ้น (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2542 : 14,25)พระราช บัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 ซึ่งจัดทำขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปีพุทธศักราช 2540 ได้กล่าวถึงการวิจัยไวในหมวดที่ 4 มาตรา 24 (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรูและเกิดความรอบรูรวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรูทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรูไปพรอมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ และมาตรา 30 ยังกำหนดว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา (สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. 2543: 19, 23)
การศึกษาเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพัฒนา คนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณมีคุณภาพเนื่องจากการศึกษาเป็นกระบวนการที่ช่วยให้คนได้พัฒนาตนเองในด้านต่างๆการศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมไทยให้ก้าวสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีอย่างมั่นคงและรูทันโลก(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2539:2) แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต่อเมื่อสถานศึกษามีการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ มีครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542ได้ให้ความสำคัญต่อ การพัฒนาครู-อาจารย์โดยให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ครู-อาจารย์ได้มีการศึกษาต่อและการค้นคว้าวิจัยการปฏิรูป (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2542: 26-27)
กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้ ความสามารถ ในการทำวิจัยเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของการจัดการศึกษา ซึ่งเห็นได้จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้จัดทำโครงการส่งเสริมให้มีการทำการวิจัยเนื่องจากเชื่อว่า การวิจัยคือการแสวงหาความจริง การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ตลอดจนเป็นวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ถ้าหากได้นำปัญหาที่ประสบ ในโรงเรียน มาทำการศึกษาวิจัย จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์แปลผลข้อมูล และนำผลการวิจัยมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะช่วยส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประสบผลสำเร็จและมีคุณภาพยิ่งขึ้น (สำนักงานคณะกรรมการการประถม ศึกษาแห่งชาติ. มปป.: คำนำ) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(2542 : 1) เล็งเห็นคุณค่าของการวิจัย จึงใช้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งที่จะทำการพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพตามที่ มาตรฐานกำหนด โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลและหน่วยงานทำการวิจัยและดำเนินการพัฒนางานวิจัยภายใต้นโยบายและแนวทางการวิจัยทางการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งการดำเนินการภายใต้นโยบายดังกล่าวทำให้ได้งานไม่ตรงกับจุดเน้นที่จะทำการพัฒนาหรือปัญหาของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีความพยายามนำเอาวิธีการวิจัยมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา เป็นความพยายามที่ดีอย่างหนึ่ง  แต่ปัญหาที่พบคือ มักใช้วิธีการเชิญวิทยากรมาบรรยายเกี่ยวกับวิธีการทำวิจัย ผู้ที่เข้ารับการอบรมรับความรู้เกี่ยวกับการวิจัย แต่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างได้ผล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2536:102) สรุปว่า ด้านแนวทางการพัฒนาการวิจัยทางการศึกษาชี้ให้เห็นว่าควรมีการส่งเสริมการวิจัยในลักษณะของการวิจัยและพัฒนามากขึ้น โดยควรจะแทรกอยู่ในการปฏิบัติงานประจำเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสายงาน การทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในงานที่ทำมีความผูกพันกับงานมากขึ้นและปลูกฝังการเป็นนักวิจัยที่ดี โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาควรได้รับการส่งเสริมให้ทำการวิจัยมากขึ้นทั้งนี้อาจทำเป็นการศึกษาเฉพาะกรณี โดยทำตลอดปีการศึกษา ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาสามารถทำงานวิจัยได้ระหว่างการปฏิบัติงาน กล่าวได้ว่า เป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาคุณภาพของผลงาน แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาได้ทำวิจัยด้วยตัวเองตลอดเวลา แต่อาจจะขาดทักษะวิธีการวิจัยบางประการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยสถาบันที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริหาร แล้วย่อมจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียน การสอน และพัฒนาวิชาชีพของครูได้อีกด้วย
การวิจัยสถาบันเป็นปัจจัยหลักที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดให้การวิจัยสถาบันเป็นภารกิจหลักที่สำคัญที่บุคลากรผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทำการศึกษาวิจัยสถาบันเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการ และค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ทั้งนี้เพื่อนำผลงานวิจัยสถาบันดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ต่อการบริหารจัดการด้านต่างๆ ที่เป็นภารกิจหลักของสถานศึกษา การวิจัยสถาบัน เป็นการวิจัยอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาสถาบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันโดยตรง เพื่อนำข้อมูลหรือข้อค้นพบต่างๆที่ได้ ไปเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้บริหารและ ผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายต่างๆ ตลอดจนการวางแผนการดำเนินงาน ประกอบการตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะที่เกิดขึ้นในสถาบันโดยตรง ตัวอย่างของโครงการวิจัยสถาบัน เช่น การติดตามผลนักเรียนที่จบการศึกษาหรือการติดตามคุณภาพนักเรียนที่จบการศึกษาจากสถานศึกษา การประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการเรียนการสอนและการให้บริการต่างๆของสถานศึกษาทั้งในระหว่างเรียนและภายหลังจบการศึกษา การประเมินความพึงพอใจของมหาวิทยาลัยที่มีต่อพฤติกรรมนักเรียนที่จบจากสถานศึกษา เป็นต้น
จากความจำเป็นข้างต้นในฐานะที่ผู้วิจัยมีความรับผิดชอบในการศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารและจัดการศึกษา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะค้นหาสภาพปัจจุบันและความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษาในเรื่องการวิจัยสถาบัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลและแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการวิจัยสถาบันของผู้บริหารให้มีประสิทธิภาพและสามารถใช้ประโยชน์จากการวิจัยสถาบันอย่างมีประสิทธิภาพ

1.   เพื่อ ศึกษาความสนใจในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1  
2.   เพื่อศึกษาระดับปัญหาในการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
3.   เพื่อศึกษาระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบัน ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาตรัง เขต 1
4.   เพื่อเปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
5.   เพื่อเปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษาการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
6.   เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1  
7.   เพื่อศึกษาประโยชน์ของการวิจัยสถาบันตามความคิดเห็นของผู้บริการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1

1.   ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษาประสบการณในการบริหาร ขนาดสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน การฝึก อบรมการทำวิจัยสถาบัน และประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน ต่างกัน มีปัญหาในการวิจัยสถาบัน แตกต่างกัน
2.   ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษาประสบการณในการบริหาร ขนาดสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน การฝึก อบรมการทำวิจัยสถาบัน และประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน ต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบัน แตกต่างกัน

ความสำคัญของการวิจัย

การวิจัยนี้จะทำให้ทราบว่าผู้บริหารสถานศึกษามีความสนใจในการวิจัยสถาบันมากน้อยเพียงใด รวมทั้งระดับปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันแตกต่างกันหรือไม่ และผู้บริหารต้องการรูปแบบการดำเนินการพัฒนาการวิจัยสถาบันอย่างไร ซึ่งผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชนในการนําเสนอต่อผู้บริหารเพื่อใช้ เป็นแนวทางในการดำเนินงาน กระตุน ส่งเสริม สนับสนุนการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารต่อไป
ขอบเขตของการวิจัย

1.         ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1  ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง  เขต 1  ปีการศึกษา 2551 ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมด 156 คน
1.2  กลุ่มตัวอย่าง  คือ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซี่ และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) แล้วสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนของผู้บริหารตามขนาดสถานศึกษา ได้กลุ่มตัวอย่าง 112 คน (บุญชม ศรีสะอาด. 2545: 40)
2.         ตัวแปรที่ศึกษา
2.1  ตัวแปรต้น ได้แก่
2.1.1  วุฒิการศึกษา จำแนกเป็น
3.1.1.1    ปริญญาตรี  
3.1.1.2    สูงกว่าปริญญาตรี
3.1.2  ประสบการณในการบริหารสถานศึกษา จำแนกเป็น
3.1.2.1    น้อยกว่า 5 ป                                            
3.1.2.2    510 ปี
3.1.2.3    มากกว่า 10 ป
3.1.3  ขนาดของสถานศึกษา  จำแนกเป็น
3.1.3.1    ขนาดเล็ก (นักเรียนน้อยกว่า 120 คน)
3.1.3.2    ขนาดกลาง (นักเรียน 121 - 300 คน)
3.1.3.3    ขนาดใหญ (นักเรียน 301 – 1000 คน)  
3.1.3.4    ขนาดใหญ่มาก (นักเรียนมากกว่า 1000 คน)
3.1.4  การศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบันจำแนกเป็น
3.1.4.1    ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน
3.1.4.2    เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน
3.1.5   การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน จำแนกเป็น
3.1.5.1    ไมเคยเข้ารับการอบรม           
3.1.5.2    เคยเข้ารับการอบรม

3.1.6  ประสบการณในการทำวิจัยสถาบัน จำแนกเป็น
3.1.6.1    ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน                              
3.1.6.2           เคยทำวิจัยสถาบัน
3.2  ตัวแปรตาม ประกอบด้วย
3.2.1     ความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน
3.2.1.1    วัตถุประสงค์
3.2.1.2    ประโยชนที่นำไปใช้
3.2.1.3    เหตุผลการทำวิจัยสถาบัน
3.2.2   ปัญหาในการทำวิจัย
3.2.2.1    ด้านความรู้
3.2.2.2    ด้านการสนับสนุน
3.2.2.3    ด้านแหล่งวิชาการ
3.2.2.4    ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.2.2.5    ด้านเวลา
3.2.3     ความต้องการในการพัฒนา
3.2.3.1    ด้านความรู้
3.2.3.2    ด้านการสนับสนุน
3.2.3.3    ด้านแหล่งวิชาการ
3.2.3.4    ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.2.4.5           ด้านเวลา
3.2.4     รูปแบบการดำเนินการพัฒนาการวิจัยสถาบัน
3.2.5     ประโยชน์ของการทำวิจัยสถาบัน

นิยามศัพทเฉพาะ

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหมายของคำและข้อความเฉพาะที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงให้คำนิยามศัพท์เฉพาะต่างๆไวดังนี้คือ
1.  ปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน หมายถึง สิ่งที่เป็นอุปสรรคปัญหาหรือข้อขัดข้องต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการวิจัยสถาบันได้ ซึ่งจำแนกได้ดังนี้  
1.1  ด้านความรู้ หมายถึง เนื้อหาในการวิจัยสถาบัน ได้แก่ การกำหนดหัวข้อ การออกแบบหรือการวางแผน การสร้างเครื่องมือ การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้สถิติ และการเขียนรายงานการวิจัย
1.2  ด้านการสนับสนุน หมายถึง ทุนที่ใช้ในการทำวิจัยทั้งทุนส่วนตัว ทุนสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ การให้การสนับสนุนในการเข้ารับการฝึกอบรม และการให้ขวัญกำลังใจ
1.3 ด้านแหล่งวิชาการ หมายถึง แหล่งข้อมูลทางวิชาการเพื่อการค้นคว้าการทำวิจัย ประกอบด้วยแหล่งต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เนต ห้องสมุดและความสะดวกในการใช้ เอกสารที่ทันสมัย 
1.4  ด้านวัสดุอุปกรณ์ หมายถึง จำนวนวัสดุอุปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวก คอมพิวเตอร์และการใช้  ห้องทำงานที่เอื้อต่อการทำวิจัยสถาบัน
1.5  ด้านเวลา หมายถึง ภาระงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายและ งานในหน้าที่ บริบทของโรงเรียนและครอบครัว
2.   ความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน หมายถึง ความต้องการในการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันประกอบด้วย
2.1  ด้านความรู้ หมายถึง เนื้อหาในการวิจัยสถาบัน ได้แก่ การกำหนดหัวข้อ การออกแบบหรือการวางแผน การสร้างเครื่องมือ การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้สถิติ และการเขียนรายงานการวิจัย
2.2  ด้านการสนับสนุน หมายถึง การหาอุดหนุนการทำวิจัย  การตั้งงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดิน การจัดการฝึกอบรม การให้ค่าตอบแทนในการทำวิจัย การจัดหารางวัลหรือค่าตอบแทน
2.3 ด้านแหล่งวิชาการ หมายถึง การจัดตั้งศูนย์รวบรวมผลงานวิจัยสถาบัน การติดตั้งระบบการค้นคว้าที่รวดเร็ว การจัดหาเอกสาร และผลงานวิจัยที่ทันสมัย
2.4  ด้านวัสดุอุปกรณ์ หมายถึง การบริการวัสดุอุปกรณ์ การบริการเครื่องอำนวยความสะดวก การปรับปรุงห้องทำงาน และการให้คำปรึกษาในการใช้คอมพิวเตอร์
2.5  ด้านเวลา หมายถึง การลดภาระงาน การลดภาระงานพิเศษ และการปรับปรุงบริบทของสถานศึกษา
3.  รูปแบบการพัฒนา หมายถึง รูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องการใช้ในการพัฒนา
4.   ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้บริหาร ซึ่งปฏิบัติงานในสถานศึกษา ปการศึกษา 2551
5.   วุฒิการศึกษา หมายถึง ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา
6.   ประสบการณ์ในการบริหาร หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารสถานศึกษา
7.   สถานศึกษา หมายถึง โรงเรียนที่จัดการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
8.   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 หมายถึง หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาในจังหวัดตรัง ใน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอย่านตาขาว  อำเภอปะเหลียน อำเภอนาโยง และอำเภอหาดสำราญ 
9.   ขนาดของสถานศึกษา หมายถึง ขนาดของสถานศึกษาที่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นตัวกำหนดขนาด ประกอบด้วย
9.1  ขนาดเล็ก จำนวน นักเรียนน้อยกว่า 120 คน
9.2  ขนาดกลาง จำนวน นักเรียน 121 - 300 คน
9.3  ขนาดใหญ่ จำนวนนักเรียน 301 – 1000 คน
9.4  ขนาดใหญ่มาก จำนวน นักเรียนมากกว่า 1000 คน
10. การศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน หมายถึง การศึกษา ค้นคว้า อบรม เรียน ด้านสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน
11. การอบรมการทำวิจัยสถาบัน หมายถึง การศึกษา ค้นคว้า อบรม ด้านการทำวิจัยสถาบัน
12. ประสบการณ์การทำวิจัยสถาบัน หมายถึง ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบัน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1 มีข้อมูลปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
2.   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนและแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
3.   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ได้ทราบความต้องการวิธีการพัฒนาการวิจัยสถาบันตามความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
4.   มีข้อมูลในการพัฒนาผู้บริหารในเรื่องการวิจัยสถาบัน
5.  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีข้อมูลความสนใจในการทำวิจัยสถาบันของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
6.  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีข้อมูลเพื่อจัดทำโครงการพัฒนาผ้บริหารสถานศึกษาในการทำวิจัยสถาบัน
7.   เป็นสารสนเทศแก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการกำหนดนโยบายการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและบรรลุผลสูงสุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น