วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทที่ 3



วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยเกี่ยวกับศึกษาปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ผู้วิจัยมีวิธีการดำเนินการวิจัยดังนี้
1. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
5.  การวิเคราะห์ข้อมูล
7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง  เขต 1  ปีการศึกษา 2553 ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมด  156 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง  คือ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซี่ และมอร์แกน(Krejcie and Morgan) แล้วสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนของผู้บริหารตามขนาดโรงเรียน ได้กลุ่มตัวอย่าง  112 คน โดยมีขั้นตอนดังนี้
2.1 สำรวจจำนวนประชากรผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 156 โรงเรียน จำนวนผู้บริหาร 156 คน
2.2 กำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างจากประชากร 160 คน โดยใช้ตารางของเครจซี่ และมอร์แกน(Krejcie and Morgan) ได้กลุ่มตัวอย่าง 113 คน (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 40)
2.3 กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่าง โดยสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จากประชากรผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ตามขนาดของโรงเรียน กำหนดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของประชากร ได้กลุ่มตัวอย่าง 112 คน รายละเอียดประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย  ดังตาราง ที่ 3

ตารางที่ 3 แสดงประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1


อำเภอ ขนาดโรงเรียน เล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่มาก
1-120 121-300 301-1000 1000 ขึ้นไป
จำนวน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน กลุ่มตัวอย่าง
เมือง 46 32 16 11 15 11 9 7 6 3
ปะเหลียน 41 29 18 12 17 13 6 4 0 0
ย่านตาขาว 39 29 19 13 15 12 4 3 1 1
นาโยง 19 14 1 1 11 8 6 4 1 1
หาดสำราญ 11 8 3 2 6 4 2 2 0 0
รวม 156 112 57 39 62 48 29 20 8 5

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น ลักษณะของแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 6 ตอน ประกอบด้วย
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list) และเติมข้อความลงในช่องว่าง
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความสนใจในการทําวิจัยสถาบันมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list)
ตอนที่ 3  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ ปัญหาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ตอนที่ 4  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความตองการในการทําวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมี 5 ด้าน ได้แก่

1.  ด้านความรู้
2.  ด้านการสนับสนุน
3.  ด้านแหล่งวิชาการ
4.  ด้านวัสดุอุปกรณ์
5.  ด้านเวลา
ตอนที่ 5 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list)
ตอนที่ 6 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของการวิจัยสถาบันที่มีต่อ สถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และและวิชาชีพมีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิด

การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้
1.  ศึกษาศึกษาทฤษฎี หลักการ และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาที่ประกอบด้วย แนวคิด ทฤษฎี กระบวนการ และปัจจัยที่มีผลต่อการวิจัยสถาบัน รูปแบบการวิจัยสถาบัน การพัฒนาบุคลากร การฝึกอบรม
2.  กำหนดกรอบแนวคิดในการสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล หลักจากที่ได้ศึกษาหลักการ ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3. ศึกษาวิธีสร้างเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดและรายละเอียด วิทยานิพนธ์ รวมทั้งทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ศึกษานิยาม ทฤษฎี เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยสถาบัน มาใช้เป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล
4.  กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสอบถาม
2.1 เพื่อสร้างแบบสอบถามเกี่ยวกับการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
2.2 เพื่อตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถามในด้านความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่น
5. นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีเกี่ยวข้องต่าง ๆ มาสร้างเป็นแบบสอบถาม
และปรับปรุง แบ่งเป็น 5 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list) และเติมข้อความลงในช่องว่าง
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความสนใจในการทําวิจัยสถาบันมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list)
ตอนที่ 3  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ ปัญหาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ตอนที่ 4  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความตองการในการทําวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมี 5 ด้าน ได้แก่
1.  ด้านความรู้
2.  ด้านการสนับสนุน
3.  ด้านแหล่งวิชาการ
4.  ด้านวัสดุอุปกรณ์
5.  ด้านเวลา
ตอนที่ 5 เป็นแบบสอบถามรูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list)
ตอนที่ 6 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของการวิจัยสถาบันที่มีต่อ สถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และและวิชาชีพมีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิด
4.  การตรวจสอบเครื่องมือ ผู้วิจัยนำแบบสอบถามฉบับร่างไปปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุงและเสนอแนะข้อความภาษาและประเด็นคำถาม ของแบบสอบถาม จำนวน 5 คน ประกอบด้วย (รายละเอียดในภาคผนวก ก)
4.1 นางสาวปาจรีย์ ต้องหุ้ย  ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
4.2 นางสาวสมใจ สุริยะกุล ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
4.3 นายมนตรี ณ นคร  ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
4.4 นายอมร แก้วศรียงค์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
4.5 นางบุญรวย  ช่วยปลัด ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 2
5.  ปรับปรุงแบบสอบถามให้เป็นฉบับสมบูรณ์แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คนประกอบด้วย (รายละเอียดในภาคผนวก ข)
5.1  นายวินัย  ทองรัตน์ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
5.2  ว่าที่ร้อยตรี นพดล รักษ์แก้ว  รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
5.3  นายนิสิต ชายภักตร์ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
5.4  นายอรรถพล ตรึกตรอง รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
5.5  นายสมพงษ์ แคนยุกต์ ผู้อำนวยการสถานศึกษาเชี่ยวชาญ โรงเรียนสภาราชินี ตรัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ประเมินตามแบบประเมินในตารางวิเคราะห์ เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยใช้ค่า  IOC  (Index  of  Item  Objective  Congruence)  นำตารางวิเคราะห์ค่า  IOC  ของผู้เชี่ยวชาญ  มาคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้องแล้วเลือกข้อที่มีค่าดัชนีตั้งแต่  0.50  ขึ้นไป  (บุญชม  ศรีสะอาด.  2545  :  61- 67) โดยใช้เกณฑ์การประเมิน ดังนี้
+ 1 หมายความว่า    มั่นใจว่าแบบสอบถามมีความสอดคล้อง
   0 หมายความว่า    ไม่มั่นใจว่าแบบสอบถามมีความสอดคล้อง
- 1   หมายความว่า     มั่นใจว่าแบบสอบถามไม่มีความสอดคล้อง
6.  นำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (try - out) กับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน
7.  หาคุณภาพของแบบสอบถาม คือ
7.1  หาค่าความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ได้ค่า 80 – 1.00
7.2  หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (reliability)
7.2.1 ตอนที่ 3 ปัญหาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ได้ค่าความเชื่อมั่น .956
7.2.2 ตอนที่ 4 ความตองการในการทําวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1ได้ค่าความเชื่อมั่น .9.79
7.2.3 ทั้งฉบับ ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เป็น .978
7. จัดพิมพ์แบบสอบถามเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป

การเก็บรวมรวบข้อมูล

การเก็บข้อมูลโดยนำแบบสอบถามไปให้ผู้ตอบโดยตรง  โดยรอรับแบบสอบถามกลับ มีขั้นตอนการเก็บข้อมูลดังนี้
1.  ขั้นเตรียมการ
1.1   ติดต่อนัดหมายประชากรล่วงหน้าก่อนจะออกแจกแบบสอบถามในภาคสนามในวันที่ 28 – 29 ตุลาคม 2551 ณ โรงแรมเอ็ม พี รีสอร์ท พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
1.2   การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการตอบแบบสอบถาม เช่น ดินสอ ปากกา
2.   ขั้นออกสนามเพื่อแจกแบบสอบถามให้แก่ กลุ่มตัวอย่าง
2.1   แนะนำตัวผู้วิจัยก่อนแจกแบบสอบถาม
2.2   ขอความร่วมมือกับผู้ตอบแบบสอบถาม ชี้แจงให้เห็นความสำคัญ และตอบแบบสอบถามที่ตรงกับความเป็นจริงที่สุด
2.3   แจกแบบสอบถามพร้อมทั้งคอยตอบข้อซักถามที่ผู้ตอบอ่านแล้วไม่เข้าใจ
3.  รวบรวม และตรวจสอบแบบสอบถาม เมื่อผู้ตอบตอบแบบสอบถามเรียบร้อยแล้วจะต้องเก็บรวบรวมแบบสอบถาม และตรวจสอบดูว่าผู้ตอบแบบสอบถามนั้นกรอกแบบสอบถามครบถ้วน
4.  กล่าวขอบคุณผู้ตอบแบบสอบถามที่สละเวลาในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่องานที่ศึกษา

แผนภูมิที่ 3 แสดงขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล  โดยทำแบบสอบถามไปส่งให้ผู้ตอบตอบเอง

1. ขั้นเตรียมการ
      1.1  ติดต่อนัดหมาย
      1.2  เตรียมวัสดุอุปกรณ์
2.  ออกสนามเพื่อแจกแบบสอบถาม
      2.1  แนะนำตัว
      2.2  ขอความร่วมมือ
      2.3  แจกแบบสอบถาม
3.  รวบรวมและตรวจสอบแบบสอบถาม
4.  กล่าวขอบคุณผู้ตอบแบบสอบถาม

การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยใช้โปรแกรมปรุยกต์ SPSS Ver.15 ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยดำเนินการจัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้
1. ตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องของแบบสอบถามที่ได้รับคืนอีกครั้งหนึ่ง
2. ลงรหัสข้อมูล และกรอกข้อมูลลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์
3. การวิเคราะห์ข้อมูล ดำเนินการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
4. ในการเปรียบเทียบปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันของผู้บริหารนำค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากการคำนวณได้ในข้อ 3 มาทดสอบโดยหาค่าที (t - test) และค่าเอฟ (F - test) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffe’s method)
5. เกณฑ์การให้คะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) โดยให้น้ำหนักคะแนน ดังนี้
5   หมายถึง  ปฏิบัติ มากที่สุด
4 หมายถึง  ปฏิบัติมาก
3 หมายถึง  ปฏิบัติปานกลาง
2 หมายถึง  ปฏิบัติน้อย
1   หมายถึง  ปฏิบัติน้อยที่สุด
จากนั้นนำข้อมูลมาหาค่าเฉลี่ย ( ) รายข้อและรายด้านนำมาเทียบกับแนวคิดในการแปลความหมายตามเกณฑ์เพื่อทำการประเมิน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 :100)  ดังนี้

ค่าเฉลี่ย 4.51  –  5.00 หมายถึง มีระดับมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.50  –  4.49 หมายถึง มีระดับมาก
ค่าเฉลี่ย 2.50  –   3.49 หมายถึง มีระดับปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.50  –  2.49 หมายถึง มีระดับน้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00  –   1.49 หมายถึง มีระดับน้อยที่สุด

การวิจัยครั้งนี้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
6.  สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Method) โดยแบ่งออกเป็น
6.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย วุฒิการศึกษา ประสบการณในการบริหารสถานศึกษา ขนาดของโรงเรียน การศึกษาเกี่ยวกับสถิติ การอบรมการทําวิจัยสถาบัน ประสบการณในการทําวิจัยสถาบัน ข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ความสนใจในการทําวิจัยสถาบัน และข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 5 รูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันและตอนที่ 6 ความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของการวิจัยสถาบันที่มีต่อ สถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และและวิชาชีพสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ใช้ จำนวน ค่าร้อยละ และนำเสนอข้อมูลด้วยตารางแจกแจงความถี่
6.2 ข้อมูลปัญหาในการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 และ ความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาตรัง เขต 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ใช้ เฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำเสนอข้อมูลด้วยตารางแจกแจงความถี่
7.  สถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน
7.1 สถิติทดสอบสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน ที่มี 2 ตัวแปร วิเคราะห์โดยการทดสอบค่า t - test
7.2 สถิติทดสอบสมมุติฐานเพื่อเปรียบเทียบปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน ที่มีตัวแปรมากกว่า 2 ตัวแปร วิเคราะห์โดยการทดสอบค่า F - test (One – way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างทางสถิติจะทดสอบผลต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheffe’s method)

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. สถิติพื้นฐาน
1.1 ร้อยละ
1.2 ค่าเฉลี่ย
1.3 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ
2.1 หาค่าความตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ (IOC)
2.2 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้วิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบราช (Cronbach's alpha Coefficient)
3. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ผล
3.1 ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มใช้สถิติ t – test
3.2 ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง มากกว่า 2 กลุ่มใช้สถิติ F – test ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีการ ของ เชฟเฟ่ (Scheffe’s method)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น