วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทที่ 5


สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1 สามารถสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้

สรุปผลการวิจัย

1.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.1 เพื่อ ศึกษาความสนใจในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1  
1.2 เพื่อศึกษาระดับปัญหาในการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
1.3 เพื่อศึกษาระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบัน ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาตรัง เขต 1
1.4 เพื่อเปรียบเทียบปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
1.5 เพื่อเปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษาการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน  
1.6 เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1  
1.7  เพื่อศึกษาประโยชน์ของการวิจัยสถาบันตามความคิดเห็นของผู้บริการสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1


2.  วิธีดำเนินการวิจัย
ประชากรประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1  จํานวน 156 คน เลือกเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 112 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม ที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สอบถามความคิดเห็นของผู้บริการสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1 เกี่ยวกับสภาพปัญหาและความตองการในการทําวิจัยสถาบัน ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ใน 5 ประเด็น คือความสนใจในการทําวิจัยสถาบัน  ปญหาในการทําวิจัยสถาบัน  ความตองการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน รูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบัน  และความคิดเห็น เกี่ยวกับประโยชน์ของการวิจัยสถาบัน  ที่มีต่อ สถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน การเก็บข้อมูลโดยการเก็บข้อมูลภาคสนาม และรวบรวมแบบสอบถามคืนจากกลุ่มตัวอย่าง และติดตามรับแบบสอบถามคืนด้วยตนเอง กับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้ส่งแบบสอบถามคืนตามกําหนด ดําเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยความแตกต่างระหว่างกลุ่ม
3.  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
3.1 จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า  ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานพื้นการศึกษาตรัง เขต 1 ส่วนใหญ่มีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน (ร้อยละ 97.32) โดยมีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน กลุ่มบริหารงานวิชาการสูงสุด (ร้อยละ 85.70 ) กลุ่มบริหารงานบุคคล และ กลุ่มงานบริหารทั่วไป และ กลุ่มบริหารงานงบประมาณ โดยมีวัตถุประสงค์นำผลการวิจัยสถาบันไปใช้ เพื่อการบริหารสถานศึกษา (ร้อยละ 85.71) รองลงมา เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโรงเรียน (ร้อยละ 82.14 ) เพื่อเพิ่มความรู้และประสบการณ์ (ร้อยละ 56.25) เพื่อใช้ในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ (ร้อยละ 54.46) ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีเหตุผลในการทำวิจัยสถาบัน เพื่อแกปัญหาต่างๆในโรงเรียน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาได้แก่เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ (ร้อยละ 72.32) และเพื่อปรับปรุง การเรียนการสอน (ร้อยละ 66.07)  ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1ที่ไม่สนใจทำวิจัยสถาบัน เพราะ มีการนำผลการวิจัยสถาบันไปใช้น้อย (ร้อยละ 0.02) ทำวิจัยสถาบันไม่เป็นและ ขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน (ร้อยละ 0.01)
3.2  จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีปัญหาการวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง  เรียงระดับปัญหาจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย3 ลำดับ ดังนี้  ด้านความรู้  ด้านแหล่งวิชาการ และ ด้านการสนับสนุน ด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด ด้านวัสดุอุปกรณ์ เมื่อจำแนกรายด้านพบว่า
3.2.1                                       วุฒิการศึกษาของผู้บริหาร คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี มีปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับปัญหามากที่สุดไปน้อย 3 ลำดับ คือ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านวัสดุอุปกรณ์ ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา 2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับปัญหาเรียงจากมากที่สุด ไปน้อย 3 ลำดับ คือ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.2.2  ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหาร น้อยว่า 5 ปี 5 - 10 ปี และ มากกว่า 10 ปี มีปัญหาโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับปัญหามากที่สุดไปน้อย 3 ลำดับ  ด้านการสนับสนุน ด้านแหล่งวิชาการ และด้านวัสดุอุปกรณ์ ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุดคือ ด้านความรู้
3.2.4  ขนาดของสถานศึกษา คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก มีปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านการสนับสนุน และปัญหาด้านแหล่งวิชาการ  ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา 2)  ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลาง มีปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และ ปัญหาด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์  3) ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ด้านความรู้ ด้านเวลา และ ด้านแหล่งวิชาการ  ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์  4)  ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงระดับปัญหาจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านเวลา และด้านแหล่งวิชาการ  ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.2.5  การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีระดับปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านเวลา และแหล่งวิชาการ ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์  2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับ สถิติ มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีระดับปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.2.6  การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่มาเคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มี ระดับปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์  2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านแหล่งวิชาการ  ด้านเวลา  และด้านความรู้ ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.2.7  ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน  คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ คือ ด้านความรู้  ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน  ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์  2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบัน มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มี ระดับปัญหาเรียงลำดับจากมากไปน้อย 3 ลำดับ คือ ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้ และด้านเวลา  ส่วนด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.3   จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3 ลำดับดังนี้ ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้ และด้านการสนับสนุน  ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา เมื่อจำแนกรายด้านพบว่า
3.3.1   วุฒิการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและวุฒิสูงกว่าปริญญาตรี มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้  ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา
3.3.2 ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาน้อยกว่า 5 ปี   5 - 10 ปี และมากกว่า 10 ปี มีระดับความต้องการในการพัฒนา        การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้  ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา
3.3..ขนาดของสถานศึกษา คือ  1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก และขนาดกลาง มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้  และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา 2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้  ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์ 3) ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มากมีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงระดับความต้องการในการพัฒนาสูงจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.3.4  การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน มีระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านแหล่งวิชาการ  ด้านความรู้  และด้านการสนับสนุน  ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา  2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน มีระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน  ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือด้านเวลา
3.3.5  การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน มีระดับความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา  ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน มีระดับความต้องการในการพัฒนา  การวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้  และด้านการสนับสนุน  ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.3.6  ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบันดังนี้ 1)  ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้  ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา  2) ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน มีระดับความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้  และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์
3.4  การเปรียบเทียบระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน จำแนกตามตัวแปรดังนี้
3.4.1 ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี โดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรีส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์ ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.4.2 ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา ต่างกัน มีระดับปัญหาโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
3.4.3 ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีปัญหาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ด้านความรู้ และด้านเวลา ไม่แตกต่างกัน เมื่อนำด้านที่แตกต่างกันไปเปรียบเทียบรายคู่ โดยวิธีของ Scheffe’s method พบว่า
3.4.3.1  ด้านการสนับสนุน คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านการสนับสนุนแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  2) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านการสนับสนุนแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านการสนับสนุนแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.4.3.2  ด้านแหล่งวิชาการ คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.4.3.3  ด้านวัสดุอุปกรณ์ คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  2) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.4.3.4  ปัญหาโดยรวม คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีปัญหาโดยรวมแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  2) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดขนาดใหญ่มาก มีปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.4.4            ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ โดยรวม และรายด้าน มีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน
3.4.5 ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันและไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันโดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยและไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัย ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.4.6 ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบันและไม่เคยทำวิจัยสถาบันโดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบันและไม่เคยทำวิจัยสถาบันส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.5          การเปรียบเทียบระดับความต้องการในการพัฒนาการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหาร ขนาดของสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน การฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน ประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน จำแนกตามตัวแปร ดังนี้
3.5.1 ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี โดยรวมและรายด้านมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน
3.5.2 การเปรียบเทียบความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
3.5.3           การเปรียบเทียบความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านวัสดุอุปกรณ์ และด้านเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อนำด้านที่แตกต่างกัน ไปเปรียบเทียบรายคู่ โดยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s method) พบว่า
3.5.3.1  ด้านอุปกรณ์ คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีความต้องการด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีความต้องการด้านวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.5.3.2          ด้านเวลา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ที่บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีความต้องการด้านเวลาแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  
3.5.4           ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน และเคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน โดยรวมมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และเคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.5.5           ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน และเคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน โดยรวมมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน และเคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.5.6           ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน และเคยทำวิจัยสถาบัน โดยรวม มีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน และเคยทำวิจัยสถาบัน ส่วนใหญ่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านแหล่งวิชาการและด้านเวลาไม่แตกต่างกัน
3.6  รูปแบบการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความต้องการในการพัฒนาและรูปแบบการพัฒนาตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ จัดหาวิทยากรที่มีความรูความสามารถในการพัฒนาและจัดทำนวัตกรรมมาให้ความรูและทดลองปฏิบัติจริง  ฝึกการเขียนรายงานการวิจัยสถาบัน  ฝึกวางแผนและขั้นตอนการดำเนินงาน การวิจัยสถาบันในแต่ละขั้นตอน แนะนำวิธีการศึกษาเอกสารและทฤษฎีและงานวิจัยสถาบันที่เกี่ยวข้อง  ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ค่าสถิติหลากหลายรูปแบบ ทัศนศึกษาดูงานของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำวิจัยสถาบัน  ฝึกวิเคราะห์ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป จัดหาเอกสารเสริมความรูและงานวิจัยสถาบันต่างๆมาให้บริการเพื่อสะดวกต่อการค้นคว้า  จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับกลุ่มสถานศึกษา จัดทำใบงานหรือสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิจัยสถาบันนำมาใช้ฝึกทดลอง/ปฏิบัติจริงตามเงื่อนไขต่างๆ จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสำนักงานเขตพื้นที่ จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสถานศึกษา
3.7  ประโยชน์ของการวิจัยสถาบัน
3.7.1 ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อการแก้ ปัญหาของสถานศึกษาในหลาย ๆ ประการด้วยกัน โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5ลำดับแรก ได้แก่ สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสถานศึกษาได้ตรงจุด การพัฒนาสถานศึกษาให้ขับเคลื่อนโดยรูปแบบวิชาการบนพื้นฐานการวิจัย เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา พัฒนา          การบริหารสถานศึกษาทั้งระบบ ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ชุมชนมีความภาคภูมิใจในการจัดการเรียนการสอนของครู
3.7.2 ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อตัวผู้บริหารสถานศึกษาในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ได้พัฒนาตนเองในวิชาชีพและวิทยฐานะ ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการศึกษา ผู้บริหารได้รับการพัฒนาและพัฒนาตนเองในด้านการบริหาร มีหลักการ ทฤษฎี ในการบริหาร  เป็นผู้นำด้านวิชาการและเป็นที่พึ่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถกำหนดทิศทางในการบริหารได้ถูกทางใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ เป็นข้อมูลในการพัฒนาและปรับปรุงสถานศึกษาทั้ง 4 งาน ทำวิจัยเป็นและแก้ปัญหาได้  ใช้เป็นเครื่องมือ ในการบริหารจัดการ
3.7.3  ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อครู ในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ แก้ปัญหาการจัด การเรียนการสอน  พัฒนาการเรียนการสอน  ครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ  ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ปรับปรุงการเรียนการสอน  เป็นครูมืออาชีพ พัฒนาตนในวิชาชีพครู มีขวัญกำลังใจในการทำงาน
3.7.4  ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อนักเรียน ในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สูงขึ้น  นักเรียนมีความสุขในการเรียน นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน นักเรียนได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานการศึกษา ได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง
3.7.5  ผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การวิจัยสถาบันมีประโยชน์ต่อวิชาชีพ ในหลาย ๆ ประการ โดยความคิดเห็นที่มีความถี่สูงใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ครู ผู้บริหารมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและวิทยฐานะ เพิ่มวิทยฐานะของบุคลากรวิชาชีพได้รับการพัฒนาเน้นการพัฒนาวิชาชีพให้ได้มาตรฐาน เป็นวิชาชีพที่เป็นที่ยอมรับของสังคม มีหลักฐานที่จะเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ ประโยชน์ในการขอใบประกอบวิชาชีพ  

อภิปรายผล

จากผลการวิจัยเรื่อง ปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบัน ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีประเด็นที่จะนำมาอภิปราย ดังต่อไปนี้
1. ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานพื้นการศึกษาตรัง เขต 1 ส่วนใหญ่   มีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน โดยมีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน เรียงลำดับคือกลุ่มบริหาร งานวิชาการ กลุ่มบริหารงานบุคคล กลุ่มงานบริหารทั่วไป และ กลุ่มบริหารงานงบประมาณ โดยมีวัตถุประสงค์นำผลการวิจัยสถาบันไปใช้ เพื่อการบริหารสถานศึกษา  เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสถานศึกษา เพื่อเพิ่มความรู้และประสบการณ์ เพื่อใช้ในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ โดย มีเหตุผล ในการทำวิจัยสถาบัน เพื่อแกปัญหาต่างๆในสถานศึกษา เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และเพื่อปรับปรุง การเรียนการสอน ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1ที่ไม่สนใจทำวิจัยสถาบัน เพราะ มีการนำผลการวิจัยสถาบันไปใช้น้อย ทำวิจัยสถาบันไม่เป็นและ ขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน  
2. ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1  มีปัญหาทำวิจัยสถาบันโดยรวมและรายด้านส่วนใหญ่ อยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นด้านความรู้ อยู่ในระดับมาก ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษา มาตรา 30 ที่กำหนดว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา และได้กำหนดไว้ในมาตรา 24          (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ (http : //www.bpp.go.th/e-book/1251.doc)
สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาการวิจัยสถาบัน มีองค์ประกอบสององค์ประกอบที่ได้ จากผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 คือ 1) วุฒิการศึกษา จากการสำรวจผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 78.57  ผู้บริหารสถานศึกษาที่วุฒิการศึกษาปริญญาตรี มีปัญหาในการวิจัยสถาบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีปัญหาการวิจัยสถาบันอยู่ในระดับปานกลาง  2) การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน จากการสำรวจผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 26.79  ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ73.21  ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน มีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบัน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบันมีระดับปัญหาในการทำวิจัยสถาบันโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลางจากผลการวิจัยพบว่า วุฒิการศึกษา และ การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบันมีผลต่อระดับปัญหาการวิจัยสถาบัน
การขาดปัจจัยเอื้อต่อการวิจัยสถาบัน โดยสภาพทั่วไปสถานศึกษายังขาด การสนับสนุนแหล่งวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ และเวลา โดยเฉพาะการสนับสนุน ที่เกี่ยวกับการวิจัยสถาบัน เห็นได้จากการทบทวนผลการพัฒนาที่ผ่านมาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (2545 – 2549) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในเรื่องการส่งเสริมงบประมาณด้านการวิจัยภาครัฐ ดังนี้ ปี 2544 คิดเป็นร้อยละ 0.17 ของ GDP ส่วนในปี 23546 คิดเป็นร้อยละ 0.15 ของ GDP (สมเดช สีแสง, 2549 : 5) แสดงว่า งบประมาณภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยน้อยลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่องบประมาณในการทำวิจัยที่หน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐที่จะได้รับงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็เช่นเดียวกันจึงส่งผลโดยตรงต่อสถานศึกษาที่อยู่ในกำกับของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้รับการศึกษาให้สูงกว่าปริญญาตรี และให้ได้ศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบัน เพื่อพัฒนางานวิจัยสถาบันให้มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการบริหารการศึกษาให้บรรลุผลยิ่งขึ้นต่อไป นอกจากนั้นยังควรสนับสนุนด้านงบประมาณในการวิจัยสถาบันสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา
3. ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ความต้องการเกิดจากแรงกระตุ้นของความต้องการขั้นพื้นฐานร่วมกับสภาพแวดล้อมที่ให้บุคคลเกิดความต้องการเรียนรู้ในบางสิ่งบางอย่างที่ตนเองขาดแคลนอยู่เพื่อให้ตนเองดีขึ้น  ความต้องการทางการศึกษาเป็นผลของการมีความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างองค์ประกอบความต้องการทั้งสาม ได้แก่ สภาพที่เป็นอยู่ของบุคคล คือ ระดับความสามารถที่เหมาะสมกับการกระทำกิจกรรมนั้น ๆ  และสอดคล้องกับแนวความคิดของโนลส์ (Knowles, 1975) ที่กล่าวว่า วิชาการเรียนที่ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการริเริ่มโดยตนเองจะเรียนอย่างตั้งใจ มีจุดมุ่งหมายและมีแรงจูงใจสูงสามารถใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ได้ดีกว่าและยาวนานกว่าผู้เรียนที่รอรับคำสอนแต่อย่างเดียว มีผลทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนแบบการนำตนเองเกิดขึ้นและมีผลให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จัดการกับปัญหาได้ดีขึ้นทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน และสอดคล้องกับแนวความคิดของ กูกลิเอลมิโน (Guglielmino, 1977) ที่กล่าวว่า ลักษณะการเรียนแบบการนำตนเองเป็นสิ่งที่พัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในตัวผู้เรียน โดยต้องอาศัยเงื่อนไขของการจัดสภาพการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องกำหนดแผนโครงการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีการจัดสภาพการเรียนที่ส่งเสริมลักษณะของผู้เรียนประกอบด้วยเจตคติ ค่านิยมและความสามารถของผู้เรียน จะทำให้ผู้เรียนมีลักษณะการเรียนแบบการนำตนเองได้สูงสุดซึ่งสอดคล้องกับ เมอร์รี่ (Murry 1938 : 164, อ้างถึงใน ทวีป อินทร์ถาวรและคณะ 2542 : 22) ได้กล่าวว่า การส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จ เป็นความปรารถนาที่จะได้รับผลสำเร็จในกิจกรรมต่าง ๆ มีความต้องการที่จะเป็นผู้นำ ต้องการทำงานอย่างอิสระ มีความเพียรพยายามจะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดย ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันสูงเด่นที่ตั้งไว้ ซึ่ง แมคเคลแลนด์ (Mc Cleland, 1961 : 121-126, อ้างถึงในทวีป อินทร์ถาวรและคณะ 2542 : 22) ได้กล่าวถึง ลักษณะของความสำเร็จ จะประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญคือ 1)  มีความรับผิดชอบสูง แสวงหาโอกาสเพื่อจะได้มีโอกาสในการรับผิดชอบแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ 2) มีเป้าหมายระดับกลาง เพราะหากไม่ปราบผลสำเร็จแล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้น จึงไม่ตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงและความให้ความเชื่อมั่นในความสำเร็จสูง 3) ต้องการได้รับข้อมูลกลับที่ทันเหตุการณ์เกี่ยวกับงานของตนว่าสำเร็จหรือล้มเหลว เพื่อการตัดสินใจของตนในงานครั้งต่อไปและ 4) ต้องการทำงานร่วมกับผู้ที่มีความสามารถ เพื่อที่เขาจะได้พยายามปรับปรุงความสามารถของเขาให้ทัดเทียมผู้ที่มีความสามารถความรู้สึกเช่นนี้จะเป็นแรงจูงใจให้เกิดความมานะที่จะประสบความสำเร็จสูงต่อไปเช่นเดียวกับ แมค คลามี (Mc Clamey, 1964 : 316, อ้างถึงใน ทวีป อินทร์ถาวร และคณะ 2542 : 27) ได้ให้ความเห็นว่า ความรับผิดชอบ เป็นพันธะผูกพันที่จะปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มใจและเป็นความรับผิดชอบต่อการที่จะต้องรายงานและพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้เสมอยิ่งกว่านั้น กิติ ตยัคคานนท์ (2532 : 60) ได้กล่าวสรุปไว้ว่า ผู้บริหารที่เป็นนักพัฒนา มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชา และมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับ บัญชารับผิดชอบงานใหม่ ๆ กระตุ้นให้เขาเป็นตัวของตัวเอง รู้จักความรับผิดชอบ ขยัน และมีความคิดสร้างสรรค์
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 และผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ได้ตามความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยเฉพาะด้านความรู้ ซึ่งผู้บริหารต้องการในการพัฒนาอยู่ในระดับมาก ซึ่งจะได้ผลกว่าการที่จะให้ความรู้ที่ผู้รับความรู้ไม่ต้องการ
4. ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีปัญหาการวิจัยสถาบันโดยรวมและรายด้านส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านวัสดุอุปกรณ์  2)  ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา ต่างกัน มีระดับปัญหาโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีปัญหาโดยรวม และรายด้าน ส่วนใหญ่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความรู้ และด้านเวลา ไม่แตกต่างกัน 4) ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ โดยรวม และรายด้าน มีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน
ผลการวิจัยปรากฎเช่นนี้อาจเนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับสถิติการวิจัยสถาบันต่างกันมีปัญหาในการวิจัยสถาบันในด้านความรู้อยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน นอกจากนั้น การวิจัยสถาบันยังเป็นสิ่งที่ผู้บริหารสถานศึกษายังขาดความรู้เนื่องจากการวิจัยสถาบันเป็นการทำวิจัยในระดับอุดมศึกษา  ดังที่ สมพงษ์  สุขีเกตุ (2540  : 11) กล่าวว่า การวิจัยเป็นแกนกลางในการพัฒนาหน้าที่ต่างๆ ของสถาบันอุดมศึกษา ในทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันอุดมศึกษาเป็นจำนวนมากได้เน้นถึงการปรับปรุงด้านคุณภาพของการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น เพราะการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเป็นการพัฒนาศักยภาพที่สำคัญสูงสุดประการหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา และความเป็นไปได้ของการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนก็อาศัยการวิจัยเป็นเครื่องมือหรือเป็นแกนนำประเภทของการวิจัยที่อาจนำมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความรู้ในด้านการวิจัยสถาบันซึ่งจะส่งผลดี เนื่องจากเป็นการพัฒนาที่ตรงประเด็นปัญหา
5. ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีปัญหาโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ยกเว้นด้านด้านความรู้ และด้านเวลา มีระดับปัญหาไม่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับนัฏฐพนธ์ ทองแสน (2547 : บทคัดย่อ) ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่กาฬสินธ์ เขต 2 ที่มีขนาดต่างกันมีการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน โดยภาพรวมแตกต่างกันกับสถานศึกษาขนาดกลางและสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการวิจัยที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า สถานศึกษาขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่มากมีความพร้อมด้านการสนับสนุน  ด้านแหล่งวิชาการ และด้านวัสดุอุปกรณ์  มากกว่าสถานศึกษาขนาดกลางและสถานศึกษาขนาดเล็ก โดยเฉพาะด้านงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้แต่ละสถานศึกษาตามจำนวนนักเรียน โดยอัตราที่ไม่เท่ากันตามระดับชั้น ซึ่งทำให้สถานศึกษาแต่ละขนาดได้รับงบประมาณแตกต่างกัน ทำให้สถานศึกษาขนาดใหญ่และใหญ่มากมีความพร้อมในด้านปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการวิจัยสถาบัน จึงส่งผลให้ปัญหาการวิจัยสถาบันแตกต่างกัน
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางเพื่อการวิจัยสถาบันเพิ่มขึ้น
6.       ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันและไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันโดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัญหารายด้านส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันไม่มีความรู้ในด้านการวิจัยสถาบัน จึงทำให้ความรู้ในการทำวิจัยสถาบันแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน
น่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาในเรื่องการวิจัยสถาบันเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้ทำวิจัยสถาบันได้
7. ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบันและไม่เคยทำวิจัยสถาบันโดยรวมมีปัญหาในทำวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบันและไม่เคยทำวิจัยสถาบันส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่สอดคล้องกับ ประนอม เจริญชนม์ (2544 : 109) ที่ศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์จำแนกปัจจัยที่ส่งผลต่อครูประถมศึกษาที่เคยทำวิจัยและไม่เคยทำวิจัยของข้าราชการครูสายผู้สอน พบว่า กลุ่มครูที่เคยทำวิจัยและไม่เคยทำวิจัยมีความสามารถทางการวิจัย เจตคติต่อการทำวิจัย แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และการพัฒนาตนเองทางการวิจัยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตัวแปรด้านภาระงานและการสนับสนุนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยทำวิจัยสถาบันมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำวิจัยสถาบัน กระบวนการทำวิจัยสถาบันซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยควรมีความรู้ในประเด็นต่าง ๆ คือ การกําหนดหัวขอในการทําวิจัยสถาบัน การออกแบบหรือวางแผนการวิจัยสถาบัน  การสรางเครื่องมือเพื่อใชในการวิจัยสถาบัน  การกําหนดประชากรและการสุมตัวอยาง การรวบรวมและการวิเคราะหขอมูล  การใชสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน และ การเขียนรายงานการวิจัยสถาบัน ผู้ที่เคยทำวิจัยสถาบันจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการในการทำวิจัยสถาบัน ซึ่งแต่ละขั้นตอนของการทำงานวิจัยจะต้องมีความพยายาม ความอดทนในแต่ละขั้นตอนทั้งแรงกาย แรงใจ เวลา และงบประมาณส่วนตัวที่จะใช้ในการทำวิจัยสถาบัน ทำให้ผู้เคยทำวิจัยมีความตระหนักในการทำและเห็นความสำคัญในการทำวิจัยสถาบัน
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1 ที่จะได้พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการทำวิจัยสถาบันให้ถูกต้องตามกระบวนการวิจัย นอกจากนั้นยังต้องจัดเวลาให้เหมาะสม และยังต้องให้ความรู้เพิ่มเติมในการทำวิจัยสถาบันด้วย
8.  ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีความต้องการในการพัฒนา การวิจัยสถาบันโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 2)  ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ต่างกันมีความต้องการในการทำวิจัยสถาบันโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าผู้บริหารสถานศึกษามีความต้องการในการพัฒนาการทำวิจัยสถาบันอยู่ในระดับมากทุกรายการ และผู้บริหารสถานศึกษา ต้องให้ความสำคัญต่อการนำนโยบายของภาครัฐสู่การปฏิบัติ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการบริหาร และนำหลักการวิจัยเพื่อพัฒนามาใช้อยู่เสมอ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545 : 6 – 7) รวมทั้งบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัยของครู ได้แก่
8.1   การสร้างบรรยากาศทางวิชาการ ด้วยการกำหนดนโยบายในการทำวิจัย การประชุมชี้แจง การจัดหาเอกสารตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพื่อการวิจัยการใช้กระบวน การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร การส่งเสริมหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ การจัดบรรยากาศเพื่อการวิจัย การอบรมพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัย การจัดระบบในโรงเรียนให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ครู
8.2 การจัดโครงสร้างของสถานศึกษา ให้มีงานพัฒนาการวิจัย การแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียน
8.3 การสนับสนุนด้านทรัพยากร ด้วยการสนับสนุนด้านอาคารสถานที่ วัสดุ ครุภัณฑ์ และ งบประมาณ สำหรับการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนและเผยแพร่ผลงาน
8.4 การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ด้วยการส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความสามารถ การเป็นวิทยากรหรือครูพี่เลี้ยงการจัดฝึกอบรมสัมมนาแก่ครูในการทำวิจัยในชั้นเรียน
8.5 การดำเนินการวิจัยด้วยตนเองด้วยการดำเนินงานวิจัยด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในการจัดทำการวิจัยของครู การพัฒนาตนเองด้วยการดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง
8.6 การให้ขวัญและกำลังใจ ด้วยการจัดรางวัล การยกย่องชมเชยการมอบเกียรติบัตร การนิเทศเยี่ยมชมผลงาน การพิจารณาความดีความชอบจากการวิจัยในชั้นเรียน 0000000000000000 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546 : 7 – 9)
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการวิจัยสถาบันซึ่งไม่ต้องคำนึงถึงวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานของผู้บริหาร เนื่องจากทุกคนมีความต้องการในระดับมากเช่นเดียวกัน ซึ่งการจัดการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาจะไม่ยุ่งยากในการดำเนินการ
9.  ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่บริหารสถานศึกษาขนาดต่างกันมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และรายด้านส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ด้านวัสดุอุปกรณ์  และด้านเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่มาก มีวัสดุอุปกรณ์ เพียงพอที่จะสนับสนุนการทำวิจัยสถาบัน เนื่องจากมีความต้องการระดับปานกลาง นอกจากนั้นผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มาก มีความต้องการในการพัฒนาด้านเวลาระดับปานกลาง ส่วนด้านอื่น ๆ มีความต้องการในการพัฒนาระดับมาก
น่าจะเป็นประโยชน์ในการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในการจัดทำวิจัยสถาบันให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาได้ตรงกับความต้องการของสถานศึกษา
10.     ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และเคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ โดยรวมมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติ และเคยศึกษาเกี่ยวกับสถิติส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านแหล่งวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความต้องการในการพัฒนาความรู้ในการทำวิจัยสถาบันอยู่ในระดับมากทั้งสองตัวแปร และค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน
น่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันในด้านต่าง ๆ และให้การสนับสนุนด้านแหล่งวิชาการ ได้อย่างเหมาะสมต่อไป
11.     ผลวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน และเคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน โดยรวมมีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน และเคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความรู้ และด้านการสนับสนุน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้บริหารที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันมีความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการ และขั้นตอนการทำวิจัยสถาบัน จึงทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันมีความต้องการพัฒนาด้านความรู้และการสนับสนุนน้อยกว่าผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบัน แต่อย่างไรก็ตามผู้บริหารสถานศึกษาที่เคยฝึกอบรมการทำวิจัยสถาบันยังคงมีความต้องการพัฒนาการทำวิจัยในสถาบันในระดับมากเช่นกัน
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการและขั้นตอนการทำวิจัยสถาบันต่อไป
12. ผลวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน และเคยทำวิจัยสถาบัน โดยรวม มีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการในการทำวิจัยสถาบันของผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบัน และเคยทำวิจัยสถาบัน ส่วนใหญ่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านแหล่งวิชาการและด้านเวลาไม่แตกต่างกัน ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้ทำวิจัยสถาบันมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการและขั้นตอนการทำวิจัย และมีประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการวิจัยสถาบันรู้ถึงปัญหาที่เกิดจาการทำวิจัยสถาบัน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เคยทำวิจัยสถาบันและเคยทำวิจัยสถาบัน มีความต้องการในการพัฒนาด้านความรู้ ด้านการสนับสนุน และด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับมาก
น่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีเนื่องจากตรงกับความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา
13.  ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความต้องการในการพัฒนาและรูปแบบการพัฒนาตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ จัดหาวิทยากรที่มีความรูความสามารถในการพัฒนาและจัดทำนวัตกรรมมาให้ความรูและทดลองปฏิบัติจริง ฝึกการเขียนรายงานการวิจัยสถาบัน ฝึกวางแผนและขั้นตอนการดำเนินงานการวิจัยสถาบันในแต่ละขั้นตอน แนะนำวิธีการศึกษาเอกสารและทฤษฎีและงานวิจัยสถาบันที่เกี่ยวข้อง ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ค่าสถิติหลากหลายรูปแบบ ทัศนศึกษาดูงานของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำวิจัยสถาบัน ฝึกวิเคราะห์ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป จัดหาเอกสารเสริมความรูและงานวิจัยสถาบันต่างๆมาให้บริการเพื่อสะดวกต่อการค้นคว้า จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับกลุ่มสถานศึกษา จัดทำใบงานหรือสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิจัยสถาบันนำมาใช้ฝึกทดลอง/ปฏิบัติจริงตามเงื่อนไขต่างๆ จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสำนักงานเขตพื้นที่ จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสถานศึกษา สอดคล้องกับ พระมหาชิษณพงศ์ ศรจันทร์(2546 : บทคัดย่อ) ที่พบว่า ความต้องการในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบุคลากรในมหาวิทยาลัยมหากุฏราช วิทยาลัย โดยภาพรวมมีความต้องการอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การสอนงาน การศึกษาต่อ การประชุมเชิงปฏิบัติการ การปฐมนิเทศ การเผยแพร่ข่าวสารทางวิชาการ การศึกษาดู งาน การโยกย้ายสับเปลี่ยนหน้าที่การงาน การฝึกอบรม และการสัมมนา ตามลำดับ และเป็นแนวทางเดียวกับ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2522 : 281 – 285) ที่กล่าวถึงเทคนิคการพัฒนาโดยตรงได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการ การประชุมอภิปราย การให้คำปรึกษา หรอการใช้ข้อติชม การเผยแพร่ข่าวสาร และการให้ความดีความชอบ และสอดคล้องกับ  เมนเจส และลีวิชั่น (Menges and Levision, 1980, อ้างถึงใน www. school.obec.go.th/krokphra_9/ ed51/ed516.doc) ได้ทำวิจัยเรื่องวิธีการปรับปรุงการสอนวิธีการเหล่านั้นได้ผลเพียงใด โดยจำแนกกิจกรรมออกเป็น 5 รูปแบบ คือ การสัมมนา การประชุมปฏิบัติการ การจัดสรรทุนอุดหนุน การประเมินผลการสอนแบบจุลภาค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ผ่านการปรับปรุงการเรียนการสอน ทำการสอนเป็นที่น่าพอใจ แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น การยอมรับว่าการปรับปรุงการเรียนการสอนเป็นภารกิจที่จำเป็น วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โอกาสที่เหมาะสม และการได้ลงมือปฏิบัติฝึกฝนอย่างจริงจัง จะทำให้เกิดการดำเนินงานพัฒนาคณาจารย์เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนสัมฤทธิ์ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่จะดำเนินการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการวิจัยสถาบัน โดยใช้วิธีการที่หลากหลายตามความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา
14.  ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาเห็นประโยชน์ของการวิจัยสถาบันใน 5 ด้าน ได้แก่ ประโยชน์ต่อสถานศึกษา ประโยชน์ต่อตัวผู้บริหาร ประโยชน์ต่อครู ประโยชน์ต่อนักเรียนและประโยชน์ต่อวิชาชีพ โดยมีการสแงความคิดเห็นต่าง ๆ กัน เช่น สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสถานศึกษาได้ตรงจุด การพัฒนาสถานศึกษาให้ขับเคลื่อนโดยรูปแบบวิชาการบนพื้นฐานการวิจัย เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา พัฒนาตนเองในวิชาชีพและวิทยฐานะ ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการศึกษา ผู้บริหารได้รับการพัฒนาและพัฒนาตนเองในด้านการบริหาร มีหลักการ ทฤษฎี ในการบริหาร  แก้ปัญหาการจัด การเรียนการสอน พัฒนาการเรียนการสอน ครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สูงขึ้น นักเรียนมีความสุขในการเรียน นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน นักเรียนได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานการศึกษาได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง ครู ผู้บริหารมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและวิทยฐานะเพิ่มวิทยฐานะของบุคลากรวิชาชีพได้รับการพัฒนา เน้นการพัฒนาวิชาชีพให้ได้มาตรฐาน และ เป็นวิชาชีพที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นต้น

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้
1.1  ความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน จากการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานพื้นการศึกษาตรัง เขต 1 ส่วนใหญ่มีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน โดยมีความสนใจในการทำวิจัยสถาบัน กลุ่มบริหารงานวิชาการสูงสุด กลุ่มบริหารงานบุคคล และ กลุ่มงานบริหารทั่วไป และ กลุ่มบริหารงานงบประมาณ โดยมีวัตถุประสงค์นำผลการวิจัยสถาบันไปใช้ เพื่อการบริหารสถานศึกษา รองลงมา เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโรงเรียน  เพื่อเพิ่มความรู้และประสบการณ์  เพื่อใช้ในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ  ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีเหตุผลในการทำวิจัยสถาบัน เพื่อแกปัญหาต่างๆในโรงเรียน รองลงมาได้แก่เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ  และเพื่อปรับปรุง การเรียนการสอน  ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1ที่ไม่สนใจทำวิจัยสถาบัน เพราะ มีการนำผลการวิจัยสถาบันไปใช้น้อย ทำวิจัยสถาบันไม่เป็นและ ขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยสถาบัน
ผู้วิจัยจึงให้ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรังเขต 1 ควรเร่งรัดให้มีการกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาพัฒนากระบวนการบริหารสถานศึกษโดยอาศัยการวิจัยสถาบัน  ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 30 ที่กําหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา และในหมวดที่ 6 มาตรา มาตรา 47 ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอกระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต่อสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกกระทรวงกระจายอํานาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณการบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไปไปยังคณะกรรมการและสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง
1.2 ระดับปัญหาการวิจัยสถาบัน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีปัญหาการวิจัยสถาบันโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เรียงระดับปัญหาจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย3 ลำดับ ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านแหล่งวิชาการ และด้านการสนับสนุน ด้านที่มีระดับปัญหาน้อยที่สุด ด้านวัสดุอุปกรณ์ และ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีความต้องการในการพัฒนาการวิจัยสถาบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีระดับความต้องการในการพัฒนาจากมากไปน้อย 3 ลำดับดังนี้ ด้านแหล่งวิชาการ ด้านความรู้ และด้านการสนับสนุน ส่วนด้านที่มีระดับความต้องการในการพัฒนาน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา
ผู้วิจัยจึงขอเสนอแนะในเชิงปฏิบัติ ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรได้รับการพัฒนาในการทำวิจัยสถาบัน ดังนี้


1.2.1 ด้านความรู้
1.2.1.1 การกําหนดหัวขอในการทําวิจัยสถาบัน
1.2.1.2 การออกแบบหรือวางแผนการวิจัยสถาบัน
1.2.1.3 การสรางเครื่องมือเพื่อใชในการวิจัยสถาบัน
1.2.1.4 การกําหนดประชากรและการสุมตัวอยาง
1.2.1.5 การรวบรวมและการวิเคราะหขอมูล
1.2.1.6 การใชสถิติเพื่อการวิจัยสถาบัน
1.2.1.7 การเขียนรายงานการวิจัยสถาบัน
1.2.2 ด้านแหล่งวิชาการ
1.2.2.1   การจัดศูนยรวมผลงานวิจัยสถาบันเพื่อเปนแนวคิดแกผูวิจัยสถาบัน
1.2.2.2 การติดตั้งระบบคนควาขอมูลที่รวดเร็ว เชนอินเตอรเน็ต
1.2.2.3 การจัดหาเอกสารวารสาร หนังสือที่เกี่ยวของและผลงานวิจัยสถาบันที่ทันสมัย
1.2.2.4 การใชบริการหองสมุดจากหนวยงานอื่น
1.2.2.5 การใหผูเชี่ยวชาญหรือวิทยากรมาใหคําปรึกษาในการทําวิจัยสถาบัน
1.2.3  ด้านการสนับสนุน 
1.2.3.1.  การจัดหาทุนอุดหนุนการทําวิจัยสถาบันจากหนวยงานอื่น
1.2.3.2.  สนับสนุนการตั้งงบประมาณดานการวิจัยสถาบันจากงบประมาณ
1.2.3.4 การจัดใหมีการอบรมเกี่ยวกับการทําวิจัยสถาบันตามความต้องการ
1.2.3.5 การจัดใหผู้บริหารไดรับคาตอบแทนเปนเงินจากการทําวิจัยสถาบัน
1.2.3.6.  การจัดหารางวัลหรือคาตอบแทนใหแกผู้บริหารที่มีผลงานวิจัยสถาบันดีเดน
1.2.4  ความตองการดานวัสดุอุปกรณ์
1.2.4.1 การจัดบริการวัสดุใหเพียงพอ
1.2.4.2 การจัดบริการอุปกรณใหเพียงพอ
1.2.4.3 การจัดบริการเครื่องอํานวยความสะดวกใหเพียงพอ
1.2.4.4 การมีหองทํางานที่เอื้ออํานวยตอการทําวิจัยสถาบัน
1.2.4.5 การใหคําปรึกษาในการใชคอมพิวเตอร
1.2.5  ความตองการดานเวลา
1.2.5.1   ลดภาระงานบริหารใหนอยลง
1.2.5.2   ลดภาระงานพิเศษอื่นๆใหนอยลง
1.2.5.3   การจัดบริบทของโรงเรียนใหเอื้ออํานวยตอการทําวิจัยสถาบัน
1.3 การพัฒนาการวิจัยสถาบันยังใช้วิธีการที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา ดังนี้
1.3.1  จัดหาวิทยากรที่มีความรูความสามารถในการพัฒนาและจัดทำนวัตกรรมมาให้ความรูและทดลองปฏิบัติจริง
1.3.2  ฝึกการเขียนรายงานการวิจัยสถาบัน
1.3.3  ฝึกวางแผนและขั้นตอนการดำเนินงาน การวิจัยสถาบันในแต่ละขั้นตอน
1.3.4  แนะนำวิธีการศึกษาเอกสารและทฤษฎีและงานวิจัยสถาบันที่เกี่ยวข้อง
1.3.5  ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ค่าสถิติหลากหลายรูปแบบ
1.3.6  ทัศนศึกษาดูงานของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำวิจัยสถาบัน
1.3.7  ฝึกวิเคราะห์ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป
1.3.8  จัดหาเอกสารเสริมความรูและงานวิจัยสถาบันต่างๆมาให้บริการเพื่อสะดวกต่อการค้นคว้า
1.3.9  จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับกลุ่มสถานศึกษา
1.3.10 จัดทำใบงานหรือสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิจัยสถาบันนำมาใช้ฝึกทดลอง/ปฏิบัติจริงตามเงื่อนไขต่างๆ
1.3.11 จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสำนักงานเขตพื้นที่
1.3.12 จัดประชุม/สัมมนาเชิงปฏิบัติจริงในระดับสถานศึกษา
2.  ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรจัดให้มีการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาในการวิจัยสถาบัน
2.2 การดำเนินการวิจัยควรได้ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของครูผู้สอนในการทำวิจัยในชั้นเรียน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น